คนธรรมดา

นาม ไร้นาม 25 มีนาคม 2018

คนไม่ธรรมดา กล่าวถึงข้อธรรมต่างๆ อย่างคล่องแคล่ว สาธยายประเด็นต่างๆ อย่างชำนาญ อย่างคนคุ้นเคยกับวัด กับการปฏิบัติธรรม อธิบายหลักการ ของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข รวมไปถึงการปล่อยวาง ในวิถีแห่งความเข้าใจนำเสนอภาพของความลึกซึ้งของตน นั่นก็นับเป็นภาพที่สวยงาม  แต่ตัดภาพมาอีกด้านหนึ่ง บางยามที่ชีวิตหม่นเศร้า เขากลับจมจ่อมอยู่ในความทุกข์นั้น ทั้งสามารถอธิบายมันด้วยหัวข้อธรรมว่าทำไมเขาถึงปล่อยวางไม่ได้ และการปล่อยวางไม่ได้ของเขานั้น ยังเป็นความลุ่มลึกในธรรมไปเสียอีก

คนธรรมดา ไม่ได้มีความรู้ในข้อธรรมอะไรนัก การไปวัดของเขาก็คือการใส่บาตร ทำบุญ เขาอาจผ่านการฟังธรรมมาบ้าง แต่มันก็เต็มไปด้วยภาษาที่ยากเกินกว่าจะเข้าใจ ทั้งความสนใจของเขาก็ยังไม่ได้มุ่งเน้นไปในหลักการปฏิบัติต่างๆ ทั้งก็ยังไม่ใช่นักปฏิบัติธรรม แต่ยามที่เผชิญปัญหาบางอย่างในชีวิต เขากลับบอกว่า นั่นมันก็เป็นเรื่องธรรมดา ปัญหามันย่อมเกิดขึ้น อะไรแก้ได้ก็แก้ อะไรที่มันแก้ไม่ได้จริงๆ ก็ปล่อยวางมันเสีย  ภาพของเขายังเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ที่มองดูไม่มีความรู้ทางธรรม แต่ชีวิตธรรมดาของเขากลับง่าย และมีความสุข เขาไม่มีหลักการมากมายมาอธิบายว่า ทำไมชีวิตเขาเป็นแบบนี้

ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ใช่นักปฏิบัติธรรม มองดูไม่มีความรู้ทางธรรม แต่ชีวิตของเขากลับง่ายและมีความสุข

คนไม่ธรรมดา เขาอาจผ่านการเรียนรู้ ผ่านวัดผ่านการปฏิบัติ ความรู้ทำให้เขาเกิดความมั่นใจในตัวเอง ความมั่นใจที่ยังไม่เกิดปัญญา ก่อให้เกิดการยึดมั่นในความรู้ ความภาคภูมิใจในความรู้ จากนั้นก็เกิดการปรุงแต่งตัวตน และเมื่อมีความรู้ และการจัดการความรู้ที่ผิดพลาด ทำให้เขากลายเป็นคนที่ตกอยู่ตรงกลางระหว่าง ความรู้ กับความไม่รู้ มันเหมือนเป็นภาวะที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออก ไม่รู้ว่ามันคือภาวะอะไร มันเหมือนเข้าใจ แต่ก็ไม่เข้าใจ มันเหมือนเห็นแต่ไม่เห็น มันเหมือนลึกซึ้ง แต่ก็ตื้นเขิน มันเหมือนใช่ แต่ไม่ใช่ มันเหมือนมีปัญญา แต่ก็โง่เขลา ปัญหาหนึ่งของเขาคือ เมื่อเขารู้ เขาจึงหยุดการเรียนรู้ ชาเต็มถ้วย ความรู้เต็มพุง หรือจะเรียกอะไรก็ว่าไป แต่ภาวะนั้นคือรู้แล้ว ความรู้แล้วนั้นเองที่ดึงเขาไว้ตรงกลางที่ว่า ไปไหนต่อไม่ได้  จะไปเป็นคนไม่ธรรมดาที่แท้ก็ไม่ได้  จะกลับมาเป็นคนธรรมดาก็ไม่ได้ คนแบบนี้จะเรียกว่า กึ่งดิบกึ่งดี ก็คงได้กระมัง

คนธรรมดา มักวางตนไว้ในที่ต่ำ รู้สึกว่าตนไม่ได้มีความรู้อะไรที่จะไปอวดโอ่ แข่งขันกับใคร พวกเขายินดีรับฟัง ยินดีในข้อมูล ยินดีรับคำสอนต่างๆ ตัวตนของเขาเล็ก ธรรมชาติพวกเขาอาจมีความถือดีอยู่ด้วย แต่พวกเขาก็ไม่คิดที่จะไปสร้างความยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเรื่องความรู้ทางโลกหรือทางธรรม  พวกเขาอาจเป็นเพียงคนดิบ ที่ยังไม่ได้ฝึกฝน สิ่งเล็กน้อยที่เขามีคือการรู้จักวางชีวิต เพราะทั้งหมดนั้นมันเป็นเพียงเรื่องธรรมดา

คนธรรมดาที่จัดวาง เป็นคนธรรมดาอีกแบบที่มีการจัดวาง มีการสร้างรูปแบบหรือระบบต่างๆ พวกเขาอาจก้าวผ่านความเป็นคนธรรมดา มาสู่ความเป็นคนไม่ธรรมดา ต่อเมื่อความไม่ธรรมดาของเขานั้นดำรงอยู่ในหนทางแห่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไม่ละทิ้งการฝึกฝนปฏิบัติไปเสีย อาจใช้เวลาหน่อย เขาก็ค่อยๆ ผ่านความเป็นคนไม่ธรรมดาไป เขาเริ่มเห็นว่า การเป็นคนธรรมดานั้นมีความหมาย แต่ต้องเป็นคนธรรมดาที่มีการเรียนรู้ เป็นการเข้าถึงความว่างที่เต็ม ไม่ใช่ความว่างที่ปราศจากอะไรเลย แต่เป็นความว่างที่ดำรงอยู่ด้วยปัญญา เขาเริ่มเข้าใจความธรรมดาแบบนี้ เขาก็เริ่มจัดระเบียบชีวิต เพื่อจะเข้าไปสู่ขอบเขตของความเป็นคนธรรมดา  อาจจะต้องปรุงแต่งมากหน่อย สร้างระบบมากหน่อย คิดค้นรูปแบบมากหน่อย แล้วตัวตนของเขาก็ผ่อนคลายลงไปบ้าง ถ้าเทียบกับคนไม่ธรรมดา แต่ก็คงมีอยู่บ้างที่เขาจะรู้สึกว่าตนเหนือกว่าคนธรรมดา และเหนือกว่าคนไม่ธรรมดาเหล่านั้น

คนธรรมดาที่ไม่ธรรมดาและลึกซึ้งกว่าคนธรรมดา การเดินทางของจิตวิญญาณคงมีจังหวะ เวลา และภาวะของมัน คนธรรมดาที่ไม่ธรรมดาและลึกซึ้งกว่าคนธรรมดา มักมองเห็นความเป็นไปทั้งปวงนี้อย่างรอบด้าน ทั้งหมดนั้นคือหนทางที่เขาเดินผ่านมา ทั้งหมดนั้นคือการเรียนรู้ ทั้งหมดนั้นคือหนทางที่เขาล้มลุกคลุกคลานมา ความไม่หยุดของเขา ทำให้เขาก้าวข้ามภาวะทั้งปวงไปสู่หนทางที่แท้ หนทางที่จะนำเขาไปสู่ภาวะที่ปราศจากภาวะทั้งปวง ไม่ง่ายนักกว่าจะข้ามผ่านมาได้ กระนั้นมันก็มีบางเสี้ยวในชีวิตที่ยังเกาะติดอยู่กับทางทางเก่าแก่ทั้งหลายนั้น

เต๋า อาจมีความว่างสองแบบ ว่างหนึ่งคือว่างก่อนที่จะก่อเกิดสภาวะ และว่างหนึ่งคือว่างที่ประกอบด้วยปัญญาอันสมบูรณ์ระหว่างทางจากว่างที่หนึ่งสู่ว่างที่สองนั่นเอง คือความยุ่งยาก วุ่นวาย สับสน สุข ทุกข์  แต่ความจริงก็คือ ชีวิตของเรา ล้วนผ่านว่างแรกมาแล้ว เราเกิดแล้ว มีแล้ว ที่เหลือก็คงต้องก้าวไปสู่ว่างที่สอง ซึ่งหนทางไม่ได้ง่ายดายนัก นั่นเอง……..