ความรู้สึกตัวหายไปไหน: อดีต อนาคต

ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ 18 พฤษภาคม 2012

ช่วงขณะของการภาวนา ความรู้สึกเป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้ เป็นภาวะความรู้สึกตัว ณ ที่นี่และเดี๋ยวนี้  บางช่วงขณะจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดวิ่งวนไปที่เรื่องราวอดีตที่ผ่านมา และอาจพุ่งไปข้างหน้ากับอนาคตที่มีบางเรื่องราวรอคอยอยู่  เนื้อหาสาระที่ครุ่นคิดอาจเป็นเรื่องราวของตัวเรา สลับไปมากับเรื่องราวของคนอื่นทั้งที่ใกล้หรือไกลจากตัวเรา  แต่ทันที่ที่ความรู้สึกตัวทำงานหรือระลึกขึ้นได้ จิตใจก็คืนกลับสู่ความรู้สึกตัว สู่ปัจจุบันขณะ ไม่มีอดีต อนาคต ไม่มีการแบ่งแยกเรา หรือเขา  หลายคนหวาดกลัวการปฏิบัติภาวนา สาเหตุสำคัญคือ การปฏิบัติภาวนาทำให้เราได้เรียนรู้ตัวเองว่าเราเป็นใคร ซึ่งหมายถึงการต้องเผชิญหน้ากับตนเองซึ่งหลายคนไม่พร้อมกับการเผชิญหน้าเช่นนี้ มองไม่เห็นความสำคัญ ความจำเป็นของการดำเนินชีวิตที่มีความรู้สึกตัว

อุปนิสัย คือความเคยชินที่สั่งสมและมีอยู่ในตัวเรา  เราทุกคนต่างมีที่มา มีราก เรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์รอบตัวจากครอบครัว จากโรงเรียน สภาพแวดล้อม  อดีตจึงเป็นเหมือนดินแดนที่เราได้เคยท่องเที่ยว แวะเวียน เยี่ยมเยือน  มนตร์เสน่ห์ของดินแดนแห่งนี้ คือ การมีมนต์ขลังที่ขับเคลื่อนอยู่ และมนต์ขลังนี้ก็ทำให้หลายคนต้องติดจมและถูกกักขังในดินแดนนี้ มีอดีตเป็นภาระตามหลอกหลอน  หากว่าอดีตที่ผ่านมาเป็นประสบการณ์เชิงบวก มนต์ขลังที่เกิดขึ้นคือ ปฎิกิริยาอารมณ์ความรู้สึกของความห่วงหาอาลัย แม้กาลเวลาผ่านไปอดีตนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่เราผูกพัน และต้องการให้ความสุขนั้นเวียนกลับมา  นอกเหนือจากความอาลัยอาวรณ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้ด้วยคือ ความรู้สึกปวดร้าว เศร้า ผิดหวังเสียใจ เมื่อความสุขในอดีตสูญหายไป ไม่กลับมา

บ่อยครั้งโฉมหน้าความทุกข์ของหลายคนจึงมักเกี่ยวข้องกับการพลัดพรากสูญเสีย อาลัยและโหยหา  พลังชีวิตของหลายคนที่ติดจมอดีตจึงไม่สามารถถูกใช้เพื่อความงอกงามของชีวิตได้ แต่ต้องถูกใช้ ถูกติดค้าง และถูกขังจมกับอดีต  การติดยึดนี้ทำให้เราติดจมความทุกข์  ในอีกทางอดีตบางอย่างเราก็อยากหนีห่าง อยากหลงลืม แต่ไม่สามารถหลบหนีได้ เปรียบเหมือนชนักที่ปักติดกลางหลังไม่สามารถไถ่ถอนออกได้  ประสบการณ์ที่ประสบจึงมักเป็นความเศร้า เสียใจ รู้สึกผิด หรือละอายใจยามเมื่อคิดถึงบาดแผล เรื่องเลวร้ายที่เคยเกิดขึ้น  ยามครุ่นคิดอดีตเช่นนี้ ปฎิกิริยาที่เกิดขึ้นจึงเป็นบาดแผลที่ยังไม่ได้ชำระล้างติดค้างอยู่

และเพราะชีวิตต้องขับเคลื่อนไปข้างหน้า การอยู่กับปัจจุบันจึงมักถูกหลงลืมและผลักไสให้ไปครุ่นคิดถึงอนาคต  ความรู้สึกนึกคิดที่พุ่งไปในอนาคตมี ๒ ลักษณะสำคัญคือ ความวิตกกังวลอันเนื่องจากความไม่รู้ ความกลัวต่อสิ่งที่คาดหมายไม่ได้ และความวิตกกังวลนี้สามารถสั่งสมกลายเป็นความเครียดที่รุมเร้าเนื่องเพราะการไม่สามารถสลัดหลุดจากความวิตกกังวลถึงอนาคตได้  ในอีกลักษณะคือ การครุ่นคิดถึงอนาคตเพื่อสร้างความคาดหวังในอนาคตที่จินตนาการไปล่วงหน้า การมีความฝันและจินตนาการถึงสภาพที่อยากให้มี ให้เป็น

ทั้งภาวะติดจมในอดีต และภาวะเฝ้าฝันกังวลถึงอนาคต คือกับดักสำคัญที่พรากตัวเราออกจากความรู้สึกตัว ภาวะปัจจุบันขณะที่เป็นไป  และการหมกหมุ่นกับอดีต หรือกังวลต่ออนาคตมากเกินไป ติดยึดเกินไป ก็ทำให้พลังชีวิตถูกขัดขวางและใช้ไปกับการยึดติดนี้

หนทางใดบ้างที่ช่วยเราเป็นอิสระจากอดีต และปัจจุบัน

เรื่องราวในอดีต เปรียบได้กับก้อนหินเล็กใหญ่ที่เรายังแบกติดหลังอยู่ ขนาดของก้อนหินสะท้อนได้กับน้ำหนักของก้อนหินที่เรายึดติดและแบกน้ำหนักอยู่  หนทางของการเป็นอิสระจากน้ำหนักของอดีตที่ผ่านมาก็คือ การวางก้อนหินลงนั่นเอง  การปล่อยวางจึงเป็นวิถีทางเดียว ทั้งโดยการให้อภัย รวมไปถึงการยอมรับกับสิ่งที่ผ่านมา  การยอมรับ ทำความเข้าใจ และปล่อยวาง จึงเป็นเสมือนการปลอดปล่อยให้ตัวเราเป็นอิสระจากน้ำหนักของอดีตหรือก้อนหินที่แบกรับอยู่  ขณะที่เรื่องราวอนาคตที่เราครุ่นคิด เฝ้าฝัน จึงเป็นเสมือนเมฆหมอกที่เราพยายามไขว่คว้า จับต้อง  แรงผลักของการพยายามไขว่คว้าทำให้เราต้องเหน็ดเหนื่อย เครียด กังวล  มีแต่การปล่อยวางอาการไขว่คว้าและไว้วางใจกับความเป็นไป อันเนื่องจากการอยู่กับปัจจุบันขณะ และสร้างเหตุปัจจัยเพื่อไปสู่อนาคต แทนการครุ่นคิดกังวล

กระบวนการปล่อยวางอดีต จึงไม่สามารถเกิดขึ้นเพียงการคิดนึก แต่เริ่มต้นด้วยการยอมรับ และขั้นตอนนี้ต้องอาศัยความเข้าใจ เรียนรู้และสืบค้นเพื่อทำความเข้าใจ ทั้งการยอมรับก็จะช่วยให้พลังชีวิตไม่ต้องถูกใช้สิ้นเปลืองไปกับการไม่ยอมรับความจริง  การต่อต้านปฏิเสธ การไม่ยอมรับความจริง จึงเป็นการวิ่งชนกำแพงที่มีแต่ความทุกข์และเจ็บปวด  ขณะเดียวกันนอกเหนือจากการยอมรับ การปล่อยวางอดีตต้องอาศัยความฉลาดในสติปัญญาในการมองเห็นความจริงและเข้าใจชีวิต  ขณะที่การปล่อยวางจากการวิตกกังวลในอนาคตก็ต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจในความจริง และในสติปัญญา ทั้งยังเป็นศาสตร์และศิลป์ถึงการยอมรับในความเป็นไปว่า อนาคตมาจากปัจจุบันที่ดำเนินไปอย่างถูกต้องเหมาะสม  เราไม่สามารถทำอะไรอนาคตได้ สิ่งที่เราทำได้คือ การทำภาวะที่นี่และเดี๋ยวนี้ด้วยการสร้างเหตุ ปัจจัย ความพร้อมในปัจจุบัน ที่จะนำไปสู่อนาคตที่พึงประสงค์แทนการกังวล เช่น เริ่มต้นการออมในปัจจุบันเพื่ออนาคตที่มั่นคง ปลอดภัย แทนการกังวลต่ออนาคตโดยไม่ลงมือกระทำสิ่งใดเพื่อส่งเสริมให้เกิดอนาคตที่ต้องการ

เรื่องราวในอดีต เปรียบได้กับก้อนหินเล็กใหญ่ที่เรายังแบกติดหลังอยู่ ขณะที่เรื่องราวในอนาคตก็เป็นเสมือนเมฆหมอกที่ทำให้เราเครียดและเหน็ดเหนื่อย จากการพยายามครุ่นคิดและกังวล

อดีต พร้อมที่จะเป็นรากฐานชีวิตเพื่อไปสู่อนาคตที่ดีงาม หากว่าเราเรียนรู้จากอดีต  แม้อดีตจะมีบาดแผล มีความทุกข์ทรมาน แต่บาดแผลก็ทำให้เราเติบโต งอกงามได้  และหากเราไม่ฉลาดในการเรียนรู้ อดีตก็จะกลายเป็นขื่อคาที่กดทับให้ชีวิตปัจจุบันไร้สุข ทุกข์ทรมานเพราะการไม่ปล่อยวางอดีต ชีวิตก็ไม่สามารถงอกงามได้  และส่วนของอนาคตที่อาจเป็นไปได้ในฐานะม่านหมอก หากว่าเราอยู่กับภาพความคิด จินตนาการโดยไม่รับรู้หรือปฏิเสธความจริง  แต่การครุ่นคิดถึงอนาคตในฐานะแสงเทียนนำทาง การครุ่นคิดเช่นนี้ก็ช่วยทำให้เราอยู่กับปัจจุบันอย่างเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับอนาคตที่กำลังก้าวไป

อดีต จึงเป็นได้ทั้งรากฐานหรือขื่อคาของชีวิต อนาคตเป็นได้ทั้งม่านหมอกหรือแสงเทียนนำทาง ขึ้นกับท่าทีที่เราแต่ละคนต้องเลือกสรรและจัดวางชีวิต ภารกิจนี้เราทุกคนต้องทำด้วยตนเอง

ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ

ผู้เขียน: ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ

นอกเหนือจากบทบาทนักเขียนประจำคอลัมน์ งานสำคัญ คือ กระบวนกร นักจิตปรึกษา, enneagram coach สนใจและรักที่จะทำงานด้านการทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงกับโลกภายในผ่านทักษะ ประสบการณ์เรียนรู้ทั้งงานอบรม การทำจิตปรึกษา และงานเขียน