จอมกระบี่ติดดี

ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์ 5 มีนาคม 2017

เหตุการณ์บ้านเมืองในช่วงเวลานี้ทำให้ผู้เขียนหวนนึกถึงเรื่องสั้นชื่อ “ประตูสน” (The Pine Gate) ซึ่งเป็นเรื่องสั้นเล่มแรกของพระติช นัท ฮันท์ พระชาวเวียดนามผู้โด่งดังที่เขียนไว้ประมาณ 30 ปีมาแล้ว แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานและเนื้อความเป็นเรื่องในยุคโบราณ แต่เนื้อหาสาระยังคงร่วมสมัยเตือนใจ “คนติดดี” ได้เสมอ

เปิดเรื่องด้วยภาพจอมกระบี่ผู้เหนื่อยล้าที่เดินทางกลับมาถึงขุนเขาและป่าสนที่เขาเคยร่ำเรียนวิทยายุทธ แล้วเดินทางจากไปเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว เพื่อ “ปราบคนพาล อภิบาลคนดี”

แม้พระอาจารย์จะยังไม่ยังไม่อยากให้ศิษย์เอกจากไปก่อนที่จะฝึกฝนวิทยายุทธให้แก่กล้า แต่ไม่อาจทัดทานหัวใจอันมุ่งมั่นของศิษย์ได้ จึงได้แต่พร่ำสอนสาระสำคัญก่อนที่ผู้เป็นศิษย์จะลงเขาไปพบกับความเป็นจริงของมนุษย์

“ลูกเอ๋ย เจ้าจงไปด้วยความสันติเถิด มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้น จำไว้เสมอถึงสิ่งที่ข้าได้สอนและได้ให้เจ้า โลกเบื้องล่างขุนเขาลูกนี้ เจ้าจักต้องได้ใช้มันในทุกกรณีเสมอ

“…อย่าทำอะไรที่จะเป็นเหตุให้ตัวเองหรือผู้อื่นเป็นทุกข์ ทั้งในปัจจุบันหรืออนาคต และจงไปโดยไม่ต้องหวาดหวั่น บนถนนที่เจ้าศรัทธาว่าจะนำเจ้าและผู้อื่นไปสู่การหยั่งรู้ถึงแก่นแท้ จงจำไว้ว่าสุขทุกข์มายาและการหลุดพ้นนั้นเป็นเรื่องที่เจ้าจะต้องไตร่ตรองอยู่เสมอ ถ้าปราศจากการพิจารณาใคร่ครวญแล้ว ตัวเจ้าเองจะหลงทาง จงปล่อยให้โลกช่วยตัวมันเองเถิด” * เป็นคำสั่งเสียสุดท้ายของพระอาจารย์

“ทั้งสุขทุกข์มายาและการหลุดพ้นนั้นเป็นเรื่องที่ต้องไตร่ตรองอยู่เสมอ”

พระอาจารย์มอบเครื่องมือที่จะช่วยให้ศิษย์ทำงานได้ง่ายขึ้น ประกอบด้วยกระบี่ปราบมารและกระจกเมโงที่ใช้ส่องเพื่อแยกแยะความดีออกจากความเลว เรียกอีกชื่อหนึ่งว่ากระจกส่องปีศาจ เพราะเมื่อส่องไปยังปีศาจร้ายก็จะเผยให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของมัน

ในการท่องแดนยุทธภพ เมื่อพบนักบวชที่แรกพบก็รู้สึกเลื่อมใสและนักบวชผู้นั้นยังพูดจาถึงความดีงามชวนให้เคลิบเคลิ้ม แต่เมื่อกระจกส่องไปยังนักบวชกลับพบอสูรร้ายเขี้ยวโง้งจนต้องควักกระบี่ออกมากำราบให้มันเลิกปลอมตัวเป็นพระหลอกลวงคนบริสุทธิ์ และเมื่อพบขุนนางชราหนวดเครายาวขาวโพลนน่าเชื่อถือในความสัตย์ซื่อ ชวนให้จอมกระบี่หนุ่มนึกถึงภาพวีรบุรุษผู้พิทักษ์โลกพบกับขุนนางชั้นสูงที่มุ่งหมายแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าในการปกครองและเป็นประโยชน์แก่มวลชน แต่เมื่อส่องกระจกขุนนางชรากลับเปลี่ยนเป็นหมูตอนดวงตาฉายแววละโมบ

ด้วยกระบี่ปราบมารและกระจกส่องปีศาจ จอมกระบี่หนุ่มเดินทางจากหมู่บ้านสู่หมู่บ้านด้วยใจมุ่งมั่นว่าจะปราบปรามคนพาลให้หมดสิ้น เขายอมสู้ตายที่เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเหล่าปีศาจ ปีแล้วปีเล่า เขาเริ่มมองตัวเองว่าเป็นคนสำคัญ โลกจะอยู่ไม่ได้เลยหากปราศจากเขา เขารู้สึกยินดีและเพลินเพลินในการปฏิบัติภารกิจถึงขนาดลืมกินลืมนอน ด้วยเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเองคือการช่วยเหลือประชาชน การรับใช้ประชาชนทำให้เขาเปี่ยมสุข

ปีแล้วปีเล่า เขาเริ่มมองตัวเองว่าเป็นคนสำคัญ โลกจะอยู่ไม่ได้เลยหากปราศจากเขา

กาลผ่านไปเจ็ดปี เขาเริ่มรู้สึกว่าไม่ดีใจเมื่อเห็นบัณฑิตแท้ในกระจก  และไม่รู้สึกโกรธอย่างรุนแรงเมื่อเห็นตัวตนของปีศาจร้าย ที่สำคัญเขาเริ่มลังเลที่จะใช้กระจกวิเศษทั้งๆ ที่เห็นได้ชัดว่ามันช่วยเขาได้มาก นี้จึงเป็นเหตุให้เขาตระหนักว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น และหวนกลับมายังขุนเขาที่พำนักของพระอาจารย์เพื่อขอคำชี้แนะ

จอมกระบี่นอนรอที่หน้าประตูท่ามกลางความหนาวเหน็บทั้งคืน เช้าวันรุ่งขึ้นมีนักบวชซึ่งเป็นศิษย์ผู้น้องเปิดประตูออกมาเพื่อตักน้ำที่ลำธาร ศิษย์น้องรู้สึกประหลาดใจที่ศิษย์ผู้พี่เปิดประตูไม่ได้ เพราะประตูนี้จะเปิดสำหรับผู้มีคุณงามความดี และปิดสำหรับผู้ที่มีมลทินทางโลก แต่ศิษย์ผู้พี่ซึ่งฝึกวิทยายุทธ์ขั้นสูงจากอาจารย์และยังออกไปปราบคนพาลอภิบาลคนดีมาหลายปีกลับเปิดประตูไม่ได้

ก่อนขึ้นเขาไปหาพระอาจารย์ ศิษย์น้องชวนศิษย์พี่ไปล้างหน้าชำระล้างร่างกายที่ลำธาร และถือโอกาสเชิญชวนให้ศิษย์พี่ใช้กระจกเมโยส่องดูตัวเอง จอมยุทธ์หนุ่มจึงเพิ่งตระหนักว่าเขาใช้กระจกส่องดูผู้อื่นแต่ไม่เคยส่องดูตัวเองเลย พลันเมื่อมองดูภาพสะท้อนในกระจกทั้งคู่ก็แผดเสียงร้องลั่น ในกระจกปรากฏภาพของอสูรกายสูงชะลูด ดวงตาลึกดำเหมือนบ่อน้ำ มีเขี้ยวยาวงุ้มลงมาครอบคางสี่เหลี่ยม ใบหน้าเป็นสีเทาปนน้ำเงินซึ่งเป็นเงาแห่งเถ้าถ่านและความตาย

จอมกระบี่สิ้นสติด้วยความตกใจ โลกของเขาถล่มทลายลง ไม่ต้องการมีชีวิตอยู่อีกต่อไป

เรื่องสั้นนี้เรื่องนี้ไม่มีจุดจบของจอมกระบี่ และผู้เขียนก็ไม่อยากเขียนข้อสรุป เพราะอยากให้คุณผู้อ่านได้ตีความและค้นหาข้อเรียนรู้ด้วยตัวเองว่า เหตุใดจอมกระบี่ผู้ปราบคนพาลอภิบาลตนดีจึงกลายเป็นปีศาจร้ายเสียเอง และท่านคิดว่าใครคือจอมกระบี่ในสังคมไทยในเวลานี้


* สำนวนแปลโดยพระสุรชัย มหาสิปโป ใน สายน้ำแห่งความกรุณา, สำนักพิมพ์ศยาม

ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์

ผู้เขียน: ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์

อดีตนักข่าว นักเขียน บรรณาธิการนิตยสารสิ่งแวดล้อม และนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระที่สนใจประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการศึกษา ขณะเดียวกันก็รักการเดินทางและการออกกำลังกาย นิยมการเดินป่า เล่นโยคะ ปั่นจักรยาน และทำสวน ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่บ้านเกิดอำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง