ณ เวลาแห่งความเงียบ

วิชิต เปานิล 26 กันยายน 2010

เพื่อนคนหนึ่งบอกผมว่า เธอมักรู้สึกเหงา ระคนด้วยเศร้านิดๆ ยามต้องนั่งรถทางไกลช่วงใกล้ค่ำ  เธอว่าเป็นบรรยากาศที่ชวนให้คิดถึงบ้าน คิดถึงเหตุการณ์เศร้าๆ ในอดีต

สิ่งที่เธอพอทำได้ถ้ามีคนไปด้วยก็คือ ต้องพยายามหาเรื่องคุยหรือหากิจกรรมอะไรวุ่นๆ มาทำ  เมื่อช่วงเวลานี้ผ่านไปแล้ว ก็จะนั่งต่อไปคนเดียวได้

ถ้าเป็นไปได้มากกว่านั้น เธอบอกว่าจะหลีกเลี่ยงการเดินทางไกลคนเดียวในเวลาเย็นๆ แบบนี้ไปเลย

ส่วนเพื่อนอีกคน ทุกครั้งที่คุยกันทางโทรศัพท์ ผมต้องได้ยินเสียงโทรทัศน์คลอไปด้วยเสมอ  เขาบอกว่าสิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อกลับเข้าห้องพักคือเปิดโทรทัศน์ไว้เป็นเพื่อน โดยไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่ามีรายการอะไรบ้าง

รุ่นน้องอีกหลายคนที่บ้านอยู่ต่างจังหวัดต้องมาเช่าห้องพักอยู่กับเพื่อนมักบอกว่า ช่วงนี้ไม่ค่อยอยากรีบกลับห้อง เพราะว่าเพื่อนกลับไปเยี่ยมบ้านกันหมด เหงาไม่อยากอยู่คนเดียว

แม้แต่คนที่ปากก็บอกว่าชอบอยู่คนเดียว แต่เอาเข้าจริงๆ เมื่อกลับถึงบ้านก็มักต้องฟังเพลง ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือการ์ตูน หรือไม่ก็หยิบโทรศัพท์มาคุยกับเพื่อนจนกว่าจะถึงเวลานอน

ในยุคดิจิตอลที่อะไรๆ รวดเร็วฉับไวมากขึ้น มันได้สร้างทัศนะใหม่เกี่ยวกับเวลาให้เราด้วย โดยพยายามบอกว่าเวลาทุกๆ วินาทีมีค่า ต้องทำอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่การนั่งอยู่เงียบๆ คนเดียว ซึ่งถือว่าเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

นักเศรษฐศาสตร์บอกเราเสมอว่าแค่นั่งอยู่เฉยๆ ก็ต้อง ‘จ่าย’ ค่าเสียโอกาสในการทำอะไรไปมากแล้ว  ด้านนักการตลาดเลยต้องหาวิธีไปกระตุ้นคนที่ยังอยู่เฉยๆ เหล่านี้ให้เกิดการบริโภคขึ้นให้ได้  อย่างน้อยก็ควรต้องเปิดวิทยุ โทรทัศน์ ได้ใช้ไฟฟ้า ดูโฆษณา หรือต้องจ่ายค่าโทรศัพท์ในช่วงเวลานั้นไปบ้าง

พอชีวิตเราถูกกระตุ้นให้วิ่งให้ตื่นตัวจนเคยชิน  ยามใดที่ความว่าง ความเงียบคืบคลานเข้ามา เราจะรู้สึกผิดปกติ รู้สึกเหงา ว้าเหว่ จนทนไม่ได้ขึ้นมาทันที

ความเงียบ… ความเหงา… รวมทั้งความเศร้าเล็กๆ จึงไม่ได้เป็นเรื่องบุคลิกภาพของแต่ละคนเพียงอย่างเดียว  แต่เป็นผลผลิตอีกอย่างหนึ่งที่เราต้องรู้ทันว่าสังคมยุคนี้ได้สร้างไว้ให้เรา

ทั้งๆ ที่ตอนเราว่างหรืออยู่ในความเงียบ เราอาจไม่จำเป็นต้องรู้สึกว้าเหว่ เหงา เศร้า หรือจะต้องมีความรู้สึกผิดก็ได้

หลายท่านอาจเคยมีประสบการณ์ดีๆ ที่พบว่า ความเงียบบางครั้งได้ผ่านเข้ามาพร้อมๆ กับความสงบของจิตใจและความสุขในชีวิต

การได้อยู่เงียบๆ คนเดียว ถือว่าเป็นโอกาสดีให้เราได้ครุ่นคิดถึงบางเรื่องราวอย่างล้ำลึกและต่อเนื่อง จนทำให้เกิดการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยในเวลาที่เร่งรีบจำกัด

ตอนเราว่างหรืออยู่ในความเงียบ เราไม่จำเป็นต้องรู้สึกเหงาเศร้า ว้าเหว่ หรือรู้สึกผิดก็ได้

เมื่ออยู่เงียบๆ เราจะเห็นความคิดความรู้สึกของเราชัดเจนขึ้นมาก  ชัดจนหลายคนรู้สึกกลัว หรือยอมรับอารมณ์ ความรู้สึก หรือแม้แต่ความจริงเกี่ยวกับตนเองไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ สำหรับผู้ที่ไม่เคยชินหรืออยากลองฝึกอยู่เงียบๆ คนเดียว อาจต้องมีการเตรียมความพร้อมของจิตใจกันก่อน

บางคนเลือกเริ่มต้นด้วยการหาหนังสือเล่มบางๆ ที่ไม่ต้องเร่งรีบอ่านให้จบ เป็นเรื่องเบาๆ ที่เปิดพื้นที่ว่าง ให้เราได้คิดได้ฝันทบทวนถึงสิ่งที่งดงามในชีวิต

ใครที่ชอบธรรมะ อาจเริ่มต้นด้วยหนังสือธรรมะ เลือกเล่มที่มีรูปเล่มสวยงามน่าอ่านก่อน ใช้เวลาว่างนั้นค่อยๆ อ่านไป คิดทบทวนไปเรื่อยๆ

ถ้ายังไม่ชินกับความเงียบของบรรยากาศรอบตัว ก็หาเพลงเย็นๆ ของศิลปินที่ตัวเองชอบ มาเปิดคลอไปด้วย

บางจุดที่เนื้อหาหนังสือน่าสนใจให้ขบคิดเป็นพิเศษ ก็ควรวางภาระในการอ่านนั้นลงชั่วคราว แล้วให้เวลาอยู่กับตัวเองสักพัก  ค่อยๆ พิจารณาใคร่ครวญเรื่องนั้นไปอย่างเงียบๆ  ระวังเพียงแต่อย่าให้ฟุ้งซ่านไปจนไม่มีสติรู้ตัวว่ากำลังพิจารณาเรื่องอะไรอยู่

เราอาจทอดเวลาช่วงนี้ให้เนิ่นนานขึ้นอีก โดยใช้บรรยากาศแห่งความสงบเงียบนี้ สำรวจตรวจตราทำความเข้าใจชีวิตและจิตใจของตนเองให้มากขึ้น

เมื่อคุ้นเคยกับความเงียบมากขึ้นแล้ว ลองใช้เวลาเงียบๆ นี้อย่างมีสติโดยไม่ต้องพึ่งพาหนังสือหรือเสียงดนตรีดูบ้าง

เมื่อทำบ่อยเข้าเราจะพบความจริงว่า ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายในชีวิตประจำวันของเรานั้น มีช่วงเวลาเงียบๆ แทรกให้เราได้อยู่กับตัวเองเต็มไปหมด  อาจเป็