พาใจไปพักร้อน

มะลิ ณ อุษา 24 เมษายน 2016

ห้วงยามนี้ คงไม่มีบทสนทนาใดน่าสนใจไปกว่าเรื่องดินฟ้าอากาศ โดยเฉพาะอุณหภูมิที่ร้อนระอุทุกหย่อมหญ้า แดดยามบ่ายเดือนเมษายนร้อนกว่า 40 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว

สภาพอากาศแบบนี้หันหน้าไปทางไหนก็มีแต่คำแนะนำเรื่องการดูแลสุขภาพช่วงหน้าร้อน ทั้งเรื่องการดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็นแก้ร้อนใน ทาครีมกันแดดที่มี spf15 ขึ้นไป อยู่ในห้องปรับอากาศ บางคนก็ถือโอกาสนี้ลาพักร้อนไปเลย

หากไม่จำเป็นคงไม่มีใครอยากออกไปยืนท่ามกลางแสงแดดในฤดูร้อน แต่ในความเป็นจริง ยังมีคนที่ต้องอยู่ท่ามกลางแสงแดดทั้งภายนอก (ทางกาย) และภายใน (จิตใจที่รุ่มร้อน) ซึ่งคนกลุ่มหลังคงมีจำนวนไม่น้อย แม้ว่าร่างกายจะอยู่ในห้องปรับอากาศที่เย็นฉ่ำก็ตาม

เป็นเรื่องธรรมดา…ที่ไหนเย็นสบาย เราก็ชอบจะอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นทางกายภาพหรือทางจิตใจ เวลาที่อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หรืออยู่ในป่าที่มีความชุ่มชื้น เราจะรู้สึกถึงความสดชื่นเย็นสบาย เหมือนกับเวลาที่อยู่ใกล้คนที่มีจิตใจอ่อนโยน มีเมตตา เราก็จะรู้สึกสบายใจ อยากอยู่ใกล้คนๆ นั้น ในทางตรงข้าม กับคนที่มีจิตใจว้าวุ่น ร้อนรุ่มอยู่ตลอดเวลา มีความไม่พึงพอใจอยู่เป็นประจำ พร่ำบ่นก่นด่าสิ่งต่างๆ รอบตัวทุกๆ 10 นาที คนแบบนี้คุยด้วยไม่นานเราก็รู้สึกอึดอัดกระวนกระวายแล้ว

อย่างไรก็ตาม การหลบไปพักร้อนของเราก็ใช่ว่าจะได้พบกับความเย็นเสมอไป ลองเทียบกับประสบการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ก็ได้ ช่วงหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงแห่งความรื่นเริงโดยแท้ ทั้งการหยุดยาว การท่องเที่ยว การละเล่นต่างๆ การได้เข้าวัด การพบปะเพื่อนฝูงและการได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว

ตลอด 7 วันของเทศกาลสงกรานต์หรือช่วงวันหยุดพักร้อนที่เราไม่ต้องทำงานกันนี้ มีใครบ้างที่มีความสบายอกสบายใจ พักจากเรื่องราวต่างๆ ที่รบกวนจิตใจอย่างแท้จริงบ้าง…?

เริ่มตั้งแต่ตอนเตรียมตัวเดินทาง เก็บข้าวของ เราหงุดหงิดที่หาอะไรบางอย่างไม่เจอหรือเปล่า หรือจองที่พักไม่ได้ หงุดหงิดสามี/ภรรยา/ลูกๆ หรือเปล่า ฯลฯ

ระหว่างเดินทาง เรารำคาญคนที่ขับรถอยู่ข้างหน้าไหม เขาขับช้าแล้วยังอยู่เลนขวาอีก หรือเบื่อหน่ายการจราจรที่ติดขัด อากาศก็ร้อน เวลาแวะปั๊มน้ำมันที ต้องแย่งกันเข้าห้องน้ำ แย่งกันซื้อของ ต่อคิวจ่ายเงินยาวเหยียด

พอถึงบ้าน ที่พัก หรือที่ท่องเที่ยว อากาศก็ยังคงร้อนสม่ำเสมอ หรืออาจจะร้อนกว่าที่ที่เราจากมาเสียอีก แดดก็จัดจ้า สุดท้ายจึงต้องหลบอยู่แต่ในร่มหรือห้างสรรพสินค้า เรารำคาญวงสังสรรค์ข้างบ้านที่เปิดเพลงเสียงดัง ตะโกนเอะอะมะเทิ่งจนหนวกหูหรือเปล่า

มิหนำซ้ำ ใครบางคนช่วงเวลาพักผ่อนยังคิดถึงเรื่องงาน ตอนนั้นเราน่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ เลยเถิดไปถึงเพื่อนร่วมงาน คนนั้นดี คนนี้น่าหมั่นไส้ ไม่ค่อยทำงานแต่ชอบเสนอหน้า บลาๆๆ บางคนไม่เพียงแต่คิดถึงเรื่องงานเท่านั้น ยังหอบเอางานไปทำในช่วงพักร้อนด้วย วันพักร้อนก็เลยกลายเป็นเพียงการย้ายสถานที่ทำงานไป

ที่ไหนเย็นสบาย เราก็ชอบอยู่ที่นั่น เหมือนเวลาอยู่ใกล้คนจิตใจอ่อนโยน มีเมตตา แต่ในทางตรงข้าม กับคนจิตใจว้าวุ่น รุ่มร้อน เพียงอยู่ใกล้ไม่นานเราก็รู้สึกอึดอัด

Photo: มะลิ ณ อุษา

จะดีกว่าไหม…?

ถ้าเราจะพักร้อนทั้งทางกายและทางใจไปพร้อมๆ กัน เป็นการพักอย่างแท้จริง พักจากสภาพชีวิตประจำวันที่ต้องตื่นขึ้นมาทำกิจวัตรซ้ำเดิม ใช้โอกาสนี้ ให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เดินช้าๆ กินอย่างรู้รส นอนให้เต็มตื่น  ให้สมองได้พักจากความคิดที่เคร่งเครียดจริงจัง ปล่อยตัวเองให้ได้หัวเราะเสียงดังๆ กับเรื่องชวนหัวที่ไร้สาระ มองสิ่งต่างๆ รอบตัวแบบไม่ต้องขบคิดหรือตัดสินคุณค่า  และที่สำคัญ…ให้จิตใจของเราได้เป็นอิสระจากวงจรความรู้สึกเดิมๆ บ้าง

บางครั้ง…เพียงเราเปลี่ยนมุมมอง เรื่องที่เคยทำให้หงุดหงิดเมื่อก่อนออกเดินทางก็จะคลี่คลายลง เราจะมองเห็นความน่ารักของลูกๆ มองเห็นน้ำใจของคนขับรถที่จอดช่วยเหลือกันระหว่างทาง หรือคนที่เบี่ยงหลบให้เราไปก่อน  เมื่อมีมุมมองที่รื่นรมย์ขึ้น ท่าทีของเราก็จะรื่นรมย์ตามไปด้วย คนที่อยู่รอบข้างก็จะรู้สึกเย็นสบาย และ…เราก็จะกลายเป็นที่พักร้อนให้กับคนรอบข้างด้วย

เช่นนี้เอง…การพักร้อนที่แท้จริงจึงจะเกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม เวลาพักร้อนของแต่ละคนนั้นค่อนข้างมีจำกัด โดยเฉพาะคนที่ทำงานประจำทั้งในหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และบริษัทห้างร้านต่างๆ ปีหนึ่งๆ จะมีวันพักร้อนรวมกันแล้วไม่กี่สิบวัน

นอกจากการทำให้สิบกว่าวันของเรามีคุณค่าต่อการพักผ่อนหย่อนใจแล้ว สิ่งที่น่าท้าทายยิ่งไปกว่านั้น คือ การทำให้ทุกวันเป็นวันพักร้อน พักจากเรื่องราวที่ชวนร้อนอกร้อนใจด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ (ไม่ใช่การหนี) พักจากเรื่องที่ทำให้หงุดหงิดรำคาญใจด้วยการปรับเปลี่ยนมุมมองต่อสิ่งรอบตัว

บางที…นอกจากเราจะเป็นที่พักร้อนให้กับตัวเองแล้ว เราอาจเป็นทะเล…ต้นไม้ใหญ่…หรือภูเขาให้ใครบางคนได้มาพักร้อนด้วยก็ได้

ขอให้รู้ตัวทุกครั้งที่รู้สึกร้อน…แล้วหาที่พึ่งพิงที่เย็นสบาย ซึ่งที่พึ่งพิงที่ดีที่สุด ก็คือ ตัวเรานั่นเอง

มะลิ ณ อุษา

ผู้เขียน: มะลิ ณ อุษา

คือ...ผู้หญิงธรรมดา รักการเดินทางพอๆ กับการอยู่บ้าน แต่ที่รักมากกว่า คือ การเรียนรู้ชีวิต วันดีคืนดี คุณอาจเห็นเธอนั่งวาดภาพอยู่ข้างถนน อ่านบทกวีอยู่ในกระโจมกลางป่า สอนหนังสือเด็กๆ ในชนบท ปลูกต้นไม้ในสวนเล็กๆ หรือนวดแป้งอยู่หน้าเตาดิน ไม่ต้องแปลกใจ เธอทั้งหมดคือคนๆ เดียวกัน