ฟื้นอำนาจในตน

ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ 1 เมษายน 2018

เมื่อ 24 มี.ค. ที่ผ่านมา เด็กและเยาวชน คนทั่วไปร่วม 850,000 คนได้ร่วมเดินขบวนเรียกร้องการปฎิรูปกฎหมายควบคุมอาวุธปืน ภายใต้การรณรงค์เดินขบวนเพื่อชีวิตของเรา (March for our life)   สืบเนื่องจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีคนร้ายถืออาวุธปืนกราดยิงในโรงเรียน ฆ่าและทำร้ายชีวิตเด็กนักเรียน บาดเจ็บและพิการ เนื่องจากการอนุญาตให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงการครอบครองอาวุธได้โดยง่าย

สหรัฐฯ เป็นประเทศที่อนุญาตให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและครอบครองอาวุธปืนได้โดยง่าย สะท้อนถึงอิทธิพลของบริษัทผู้ค้าอาวุธปืนและสมาคมองค์กรผู้ค้าอาวุธที่มีต่อรัฐสภาและระบบการเมืองในสหรัฐฯ โดยถือความเป็นสิทธิเสรีภาพในการถือครองอาวุธปืนเพื่อปกป้องและความปลอดภัยของชีวิต ขณะที่เบื้องหลังคือผลประโยชน์มหาศาล และวิธีคิดที่มีต่ออาวุธปืน ทั้งในระดับบุคคลและนโยบายของประเทศ

อาวุธปืนถูกใช้และถูกทำให้เชื่อว่าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง แต่ถูกมองข้ามว่ามันสามารถนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่โตและรุนแรงกว่าเดิม สมมุติเหตุการณ์ว่าขณะที่เรากับครอบครัวอยู่ในบ้าน กำลังนอนหลับพักผ่อน และรู้สึกตัวพบว่ามีโจรงัดแงะเข้ามาโจรกรรม สถานการณ์นี้ถือเป็นภัยคุกคามความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน เพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์  เราในฐานะเจ้าของบ้านคงต้องใช้สติปัญญาเพื่อหาหนทางแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว แต่หากเจ้าของบ้านมีอาวุธปืนในครอบครอง สิ่งที่ย่อมเกิดขึ้นคือ อาวุธปืนจะถูกเข้ามามีอิทธิพลเพื่อจัดการสถานการณ์นี้  อาวุธปืนกลายเป็นเครื่องมือที่เข้ามากำกับและควบคุมวิธีคิดของเราให้เชื่อในประสิทธิผล ประสิทธิภาพจนปิดกั้นทางเลือกอื่นๆ ของการแก้ไขปัญหา

พวกเขาอ้างถึงสิทธิเสรีภาพในการถือครองอาวุธเพื่อความปลอดภัยของชีวิต ขณะที่เบื้องหลังคือผลประโยชน์มหาศาล

ความกลัวปิดกั้นสติปัญญา สามัญสำนึกอื่นๆ จนมองไม่เห็นว่าอาวุธปืนสามารถทำร้ายและพรากชีวิตได้

แต่สำหรับเด็กและเยาวชนที่เมืองพอร์ทแลนด์ พวกเขาสูญเสียชีวิตเพื่อนๆ และคนรู้จักจากคนร้ายที่ใช้อาวุธปืน พวกเขาไม่คิดว่าอาวุธปืนจะสามารถแก้ไขและสร้างความปลอดภัยแก่ชีวิตพวกเขาได้ ปัญหาการครอบครองอาวุธปืนมีความซับซ้อนเกินกว่าจะถูกแก้ไขโดยวิธีตาต่อตา ฟันต่อฟัน สิ่งที่พวกเขาเลือกกระทำมีความคิดสร้างสรรค์ และมีความหมายมากกว่า พวกเขาเลือกสร้างความตระหนักรู้แก่สังคมอเมริกาและสังคมโลกว่า กฎหมายที่เปิดเสรีในการครอบครองอาวุธปืนสร้างการสูญเสียให้กับผู้เคราะห์ร้าย สูญเสียอนาคตและความหวังของชีวิต ของผู้คนจำนวนมาก และสร้างความเจ็บปวด ทุกข์โศกให้กับชีวิต

พร้อมกันนี้ เด็กและเยาวชน พวกเขาเลือกที่จะกระทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่เงียบเฉย คือ การส่งเสียงแสดงความความคิด ความต้องการถึงสังคมที่ปรารถนา พวกเขาเลือกที่จะแสดงอำนาจของตนเองแทนการนิ่งเฉย

อำนาจ คือ ความสามารถในการเคลื่อนย้ายทรัพยากร ทรัพยากรที่นำไปสู่การตอบสนองความต้องการ ความปรารถนา  โดยทั่วไปผู้ถือครองอำนาจ มักเป็นผู้มีบทบาทหน้าที่สั่งการ โดยอีกฝ่ายมีหน้าที่รับคำสั่ง นโยบายไปสู่ภาคปฏิบัติ อำนาจจึงเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ถืออำนาจกับผู้ทำตาม ซึ่งมี 3 แบบแผนด้วยกันคือ

1) อำนาจเหนือ

เป็นอำนาจที่ผู้ถือครองเป็นฝ่ายยึดกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ และกระทำการตัดสินใจโดยเบ็ดเสร็จแต่ฝ่ายเดียว ฝ่ายทำตามมีหน้าที่ทำตามเท่านั้น เช่น ระบบทหาร ระบบการปกครองแบบเผด็จการ

2) อำนาจล่าง

เป็นมุมมองอำนาจของหลายคนในองค์กรหรือในสังคมที่เลือกแสดงออกโดยละเลยหรือทอดทิ้งอำนาจความรับผิดชอบของตนไปให้อีกฝ่ายเป็นผู้ถืออำนาจตัดสินใจเต็มตัว คำพูดที่สะท้อนท่าทีเช่นนี้ เช่น “เรื่องนี้เราทำอะไรไม่ได้” “แล้วแต่คุณตัดสินใจ” “เราต้องเชื่อฟัง”ท่าทีอำนาจเช่นนี้จึงสอดคล้องกับแบบแผนอำนาจเหนือพอดี และมักเกิดในสังคมเผด็จการ สังคมที่มีลำดับชั้นอำนาจ มุ่งเน้นการเชื่อฟัง การทำตามวัฒนธรรมประเพณี ปราศจากการตั้งคำถาม สำรวจตรวจสอบ ภาวะการกดทับจึงเป็นวัฒนธรรมคุ้นเคย เช่น ลูกมีหน้าที่เชื่อฟังพ่อแม่ ความจงรักภักดีคือคุณธรรมสำคัญเหนือสิ่งใด

3) อำนาจร่วม

คือ แบบแผนอำนาจที่เปิดให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้มีส่วนร่วมอำนาจในการคิด ตัดสินใจ ถือความสำคัญกับคุณค่าของการมีส่วนร่วม การรับฟัง และจัดสรรอำนาจ บ่อยครั้งเพื่อได้อำนาจร่วม ฝ่ายที่เป็นอำนาจล่างต้องเรียกร้อง ต่อสู้ ดังตัวอย่างของการรณรงค์ครั้งนี้ เด็กและเยาวชนมักถูกรับรู้ว่ามีหน้าที่ต้องเชื่อฟังสิ่งที่ผู้ใหญ่บอกกล่าว เพราะพวกเขามีประสบการณ์น้อย สิ่งที่ผู้ใหญ่หลงลืม คือ เด็กและเยาวชนมีความกล้าหาญและมีความฝันมากกว่าผู้ใหญ่

เด็กเหล่านั้นเลือกที่จะแสดงอำนาจของตนแทนการนิ่งเฉย โดยแสดงความคิดเห็นถึงสังคมที่ปรารถนา

การแสดงความคิดเห็นผ่านการเดินขบวนเพื่อส่งเสียงถึงความต้องการสังคมที่เคารพคุณค่ามนุษย์และมีวุฒิภาวะที่จะเติบโตไปด้วยกัน  กรณีนี้จึงเป็นการแสดงออกของอำนาจร่วม ความกล้าหาญ และตระหนักรู้ในพลังสร้างสรรค์ของตนเอง

ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ

ผู้เขียน: ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ

นอกเหนือจากบทบาทนักเขียนประจำคอลัมน์ งานสำคัญ คือ กระบวนกร นักจิตปรึกษา, enneagram coach สนใจและรักที่จะทำงานด้านการทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงกับโลกภายในผ่านทักษะ ประสบการณ์เรียนรู้ทั้งงานอบรม การทำจิตปรึกษา และงานเขียน