รับมือปัญหา : งานชีวิต

ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ 13 พฤษภาคม 2018

“สามีเอาแต่เล่นเกมส์ เราทำงานมาเหนื่อย เครียดจากงานก็ต้องมาดูแลลูก งานบ้าน แม่สามีก็เข้าข้างลูกชายตนเอง มักพูดลำเลิกบุญคุณที่ช่วยดูแลลูกตอนกลางวัน เราทนไม่ไหวในที่สุดก็เลยพาลูกกลับมาอยู่กับพ่อแม่ตนเอง สามีก็ตามมาง้อ เราไม่อยากกลับไปเพราะไม่อยากเจอสภาพแบบเดิม สามีก็คิดแต่จะพึ่งพาพ่อแม่ตนเอง เป็นหลักกับชีวิตไม่ได้เลย”

“ทุกวันนี้มีความรู้สึกเหมือนอยู่คนเดียว เหงา โดดเดี่ยว พยายามมีกิจกรรมเพื่อให้ชีวิตมีสีสันซึ่งทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง บอกตัวเองให้สู้”

“อึดอัดกับรัฐบาลทหาร อ่านข่าวทีไรก็เครียด ไม่ชอบ รับไม่ได้เลยกับพฤติกรรมเลวร้ายของเผด็จการทหารแบบนี้”

ฯลฯ

ทุกคนต่างล้วนเคยมีประสบการณ์ความทุกข์ ปัญหาชีวิตไม่มากก็น้อย  ทั้งในบทบาทของเจ้าทุกข์เองที่มีเรื่องราวปัญหารุมล้อมจิตใจ  หรือบทบาทที่ต้องเป็นผู้รับฟังเรื่องราวความทุกข์ที่คนใกล้ตัวมาบอกเล่าปัญหาชีวิต  ปรับทุกข์ให้ฟังหรือขอให้ช่วยหาทางออก  เรื่องราวความทุกข์ยามเมื่อเกิดขึ้น บางเรื่องอาจมีภัยคุกคามความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แต่ความทรมานในใจ วิตกกังวล  โดยมีความรุนแรงแค่ไหนขึ้นกับความอ่อนไหวที่เจ้าตัวมีต่อเรื่องราวความทุกข์ใจนั้น

สิ่งที่หลายคนหลงลืม คือ ความทุกข์ที่เผชิญนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของคนจำนวนมาก เรื่องราวที่เราเผชิญเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนจำนวนมาก ทั้งในอดีต ปัจจุบันและเกิดขึ้นได้ในอนาคตด้วย ความแตกต่างอาจอยู่ที่รายละเอียดเฉพาะตัว บริบทเรื่องราวที่แวดล้อม

สิ่งที่หลายคนหลงลืม คือ ความทุกข์ที่เผชิญนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของคนจำนวนมาก

ยามเมื่อเกิดปัญหา ความทุกข์ในใจ เรามักสัมผัสได้ถึงอาการของปัญหา เช่น เครียด นอนไม่หลับ กังวล เบื่อชีวิต ท้อแท้ หมดพลัง ฯลฯ ขณะที่ตัวปัญหาความทุกข์ มีองค์ประกอบ ๓ ส่วนคือ ๑) ตัวเราในฐานะเจ้าของประสบการณ์เรื่องราวความทุกข์ ๒) คู่กรณี หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง และ ๓) บริบทแวดล้อมเรื่องราวนั้น  ตัวอาการกับตัวปัญหาคือ สิ่งที่สืบเนื่องจากกันแต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

งานสำคัญของการรับมือกับปัญหาหรือพายุร้ายในจิตใจมี ๒ ส่วนคือ ๑) การค้นหาว่า “อะไร” กำลังเกิดขึ้น  และ ๒) งานในขั้นต่อมา คือ “อย่างไร” กับอะไรที่เกิดขึ้นนี้  เช่น อะไรคือ ตัวปัญหา อะไรคือ อาการ  การแยกแยะนี้ได้ก็จะช่วยให้เรารู้ว่าระหว่างตัวปัญหากับตัวอาการ สิ่งที่เราพึงทำ คือ เราจะอย่างไรดีกับตัวปัญหา และอย่างไรดีกับตัวอาการ  ทั้ง ๒ ส่วนต้องการการจัดการที่อาจแตกต่างกัน

ความสามารถในการค้นหาว่า “อะไร” เกิดขึ้นในตัว เกิดขึ้นกับคนรอบข้าง ในบริบทบทแวดล้อม เป็นเรื่องของการเรียนรู้ สั่งสมประสบการณ์เพื่อเพิ่มพูนความสามารถนี้  เหมือนแพทย์เรียนรู้ที่จะวินิจฉัยโรค สมมุติฐานของโรคภัยไข้เจ็บได้  นักวิชาการเรียนรู้เพื่อบอกเล่า อธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมได้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น สาเหตุ คือ อะไร และตัวเราในฐานะมนุษย์ก็ต้องเรียนรู้ว่า ชีวิต ณ ขณะหนึ่งกำลังเกิดอะไรขึ้น  คุณความดีของความทุกข์ ประการหนึ่งคือ การมีแรงกระตุ้นให้ต้องค้นหาว่า อะไร ที่เกิดขึ้นนั้นมันคือ อะไร  ความทุกข์ยังบีบบังคับให้เราต้องทำบางสิ่งบางอย่าง เพื่อข้ามผ่านปัญหาความทุกข์นั้นไปสู่สภาพที่หลุดพ้น หรือคลี่คลายจากภาวะทุกข์ใจนั้น

prisoner

ความทุกข์บีบบังคับให้เราต้องทำบางสิ่งบางอย่าง เพื่อข้ามผ่านปัญหาความทุกข์นั้น

การมีความสามารถค้นหานี้คือ กระบวนการอริยสัจ ๔ ที่เริ่มต้นด้วย ทุกข์ (สภาพตัวปัญหา หรืออาการที่ก่อกวน) และสมุทัย (สาเหตุความทุกข์หรือตัวปัญหา)  กระบวนการนี้จะมีความถูกต้องแม่นยำ ก็ขึ้นกับประสบการณ์ ความรู้ที่สั่งสม รวมถึงการเรียนรู้ รับฟัง

ขั้นตอนสำคัญต่อมาคือ เราจะวางท่าที “อย่างไร” ดีกับตัวปัญหา ตัวความทุกข์ ตัวพายุร้ายในจิตใจดี เช่น แพทย์ต้องเลือกว่าจะรักษาอาการป่วยนี้อย่างไรดี นักวิชาการต้องเลือกว่าจะมีแนวทางข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมที่ไม่พึงประสงค์ ไร้คุณภาพ ให้เป็นสังคมมีคุณภาพอย่างไร  ในส่วนของตัวเรา เราจะอย่างไรดีกับปัญหาที่ประสบอยู่ เช่น แก้ไข คลี่คลาย ซ่อมแซม เยียวยา หรือป้องกันตนเอง เพื่อให้ความทุกข์ ปัญหา หรือพายุร้ายในใจจบลงหรือสิ้นสุดได้  ขั้นตอนนี้ก็คือ กระบวนการอริยสัจ ๔ ในการกำหนดว่านิโรธ (สภาพพ้นทุกข์) และ มรรค (วิธีการหรือหนทางดับทุกข์ หรือคลี่คลายปัญหา) จะเป็นไปอย่างไร

กระบวนการอริยสัจ ๔ จึงมีอยู่ในการรับมือกับปัญหา ความทุกข์หรือพายุร้ายในจิตใจ เริ่มต้นด้วย ๑) ค้นหาทุกข์ สมุทัยผ่านกระบวนการสืบค้น ทำความรู้จัก ทำความเข้าใจหน้าตาปัญหาความทุกข์  จากนั้น ๒) ทำงานกับกระบวนการเพื่อนำไปสู่การดับทุกข์ คลี่คลายปัญหา หรือทำให้พายุในใจสลายหรือสุขสงบได้  แน่นอนว่าชั่วขณะที่พายุรุมเร้า หรือช่วงที่บาดแผลชีวิตกำลังอักเสบ กลัดหนอง ดูเป็นชั่วขณะที่เหมือนไม่สิ้นสุด ความทุกข์ทรมานดูไม่จบสิ้น กระนั้นสิ่งที่พึงระลึกคือ ท้องฟ้ายามหลังพายุฝนพัดผ่านไปมีความสดใส เบิกบานได้ฉันใด ก็คือ พยานหลักฐานที่บอกว่าสภาพพ้นทุกข์ สภาพที่ปราศจากปัญหารบกวนนั้นมีอยู่จริงฉันนั้น

เพียงแต่การจัดการกับความทุกข์ในจิตใจนั้น เราทุกคนต้องการการมีความสามารถในการทำงานกับคำถามสืบค้นในตนเอง คือ ค้นหาว่าอะไร คือ ความทุกข์ใจ อะไร คือ สาเหตุ  อะไร คือ การแก้ไขทุกข์นั้น  และ การลงมือกระทำว่าจะอย่างไรดีกับปัญหา อย่างไรดีกับกับสาเหตุ อย่างไรดีกับกับการแก้ไข คลี่คลายความทุกข์ใจนั้น

และเพื่อที่จะเพิ่มพูนการมีความมีสามารถ  เราต้องการการองค์ประกอบของสนับสนุนการมีความสามารถนั้น ในความเห็นผู้เขียน องค์ประกอบสนับสนุนที่สำคัญคือ

๑) ทรัพยากร

เช่น เครือข่ายการสนับสนุนที่แวดล้อม เพื่อน มิตร ญาติพี่น้อง  ทรัพย์สิน ความรู้ ข้อมูลข่าวสาร และรวมถึงทรัพยากรภายในตัวเรา อุปนิสัย ทัศนคติ คุณภาพจิตใจ

๒) โอกาส และความพร้อม

เรารับรู้ ใส่ใจ มองเห็น เปิดรับกับโอกาสที่เข้ามา เราตระเตรียมความพร้อมให้ชีวิต  ตระเตรียมทุนชีวิตไว้พร้อมรับกับโอกาสที่เข้ามาหรือไม่ อย่างไรบ้าง

๓) ท่าทีเจตนา

ตัวเรามีเจตนา ความตั้งใจอะไร อย่างไรกับตนเอง กับสัมพันธภาพ บริบทรอบตัว : ยอมรับ ต่อต้าน ดิ้นรน ปฏิเสธ อดทน มุ่งมั่น คร่ำครวญ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้สะท้อนเรื่องของการจัดวางอำนาจให้ตนเอง  เราจัดวางอำนาจให้ตนเองอย่างไร เพราะเมื่อเราจัดวางอำนาจให้ตนเอง  ก็คือ การเลือกบทบาทตนเองในฐานะผู้กระทำ  แต่เมื่อเราจัดวางอำนาจให้ตนเองในเชิงลดน้อย ถอยห่าง บทบาทที่เราทำได้ คือ การเป็นผู้ถูกกระทำ

สิ่งที่เราจะพบพานคือ แต่ละคนมีความสามารถในกระบวนการอริยสัจ ๔ มากน้อยไม่เท่ากัน แต่ละคนมีองค์ประกอบสนับสนุนความสามารถนี้ไม่เท่ากัน   และนี่คือ สังคมที่แวดล้อมเราให้เราเผชิญหน้า ให้เราได้เชื่อมโยง ปฏิสัมพันธ์กัน การมีความสามารถนี้จึงต้องการการมีความมีเมตตา กรุณา  ความเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนร่วมสังคม หนทางการเติบโตจึงไม่ใช่เพียงการมีความสามารถดูแลตนเองให้ก้าวผ่านความทุกข์ ปัญหาชีวิตได้ แต่ยังรวมถึงการมีความสามารถที่จะเมตตา เอื้อเฟื้อผู้อื่นด้วย

นี่คือ งานชีวิต

ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ

ผู้เขียน: ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ

นอกเหนือจากบทบาทนักเขียนประจำคอลัมน์ งานสำคัญ คือ กระบวนกร นักจิตปรึกษา, enneagram coach สนใจและรักที่จะทำงานด้านการทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงกับโลกภายในผ่านทักษะ ประสบการณ์เรียนรู้ทั้งงานอบรม การทำจิตปรึกษา และงานเขียน