สร้างบุญกุศลให้ตนเอง

ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ 21 มกราคม 2018

หลายคนมักนึกถึงเรื่องการทำบุญ ทำความดีในรูปของงานจิตอาสา  ทำความดีให้กับผู้อื่น การบริจาค การทำบุญ ทำสังฆทานให้กับพระสงฆ์ กับวัด  หลายคนนึกถึงในแง่สังคมสงเคราะห์ เช่น การบริจาคช่วยเหลือผู้ยากไร้ พร้อมกับหลายคนเลือกใช้ชีวิต อาชีพการงานที่มุ่งหมายทำประโยชน์เพื่อสังคม  ผู้เขียนมองว่าคุณูปการสำคัญของการทำคุณความดีเช่นนี้ คือ การได้คิดถึงผู้อื่นมากกว่าตนเอง  กระนั้นคุณภาพของการทำคุณความดีเช่นนี้ต้องอาศัยองค์ประกอบที่มากกว่าเพียงการคิดคำนึงถึงผู้อื่นมากกว่าตนเอง

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ประธานเครือข่ายพุทธิกาฯ  ให้มุมมองในเรื่องการทำคุณความดีผ่านโครงการรณรงค์ “สุขแท้ด้วยปัญญา”  ว่าการทำคุณความดีให้เกิดความสุข  ต้องอาศัยองค์ประกอบสำคัญคือ ๑) การคิดถึงประโยชน์ของผู้อื่นมากกว่าตนเอง   ๒) การไม่พึ่งพิงแต่ความสุขทางวัตถุอย่างเดียว ๓) เชื่อมั่นในความเพียรของตน ไม่หวังลาภลอย คอยโชค และรวยลัด ๔)  รู้จักคิดอย่างมีเหตุผลและเป็นประโยชน์เกื้อกูล

องค์ประกอบข้างต้นเป็นเรื่องของความสัมพันธ์เชิงสังคม  รวมกับการมีท่าทีทัศนคติที่ถูกต้องต่อการทำคุณความดีของตัวบุคคลนั่นเอง  ภายใต้บริบทสังคมที่เน้นการบริโภคนิยม  การพึ่งพิงความสุขทางวัตถุ ความสุขจากภายนอกเป็นกระแสใหญ่ที่สร้างความทุกข์ ความเครียดให้แก่ผู้คน  ท่าทีวิธีคิดที่เน้น “ตัวกู ของกู” ก็ยิ่งทำให้เพิ่มพูนการเบียดเบียนในสังคม  แนวคิดสุขแท้ด้วยปัญญาจึงเป็นยาแก้สำคัญที่ช่วยแก้ความทุกข์ของผู้คน ของสังคมที่จะหันมาใส่ใจ และทำคุณความดีเพื่อสร้างผลกระทบทางบวกต่อตนเองและสังคมได้

การทำคุณความดีให้เกิดความสุข ต้องอาศัยองค์ประกอบสำคัญคือ ๑) คิดถึงผู้อื่นมากกว่าตนเอง ๒) ไม่พึ่งพิงแต่ความสุขทางวัตถุ ๓) เชื่อมั่นในความเพียรของตน ๔) รู้จักคิดอย่างมีเหตุผลและเป็นประโยชน์เกื้อกูล

เรื่องราวของสมศรี (นามสมมุติ) คือ ตัวอย่างของชีวิตที่ต้องการการทำคุณความดีแบบใหม่  สมศรีกับสมรักเป็นเพื่อนสนิท ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ดีกันบ้างทะเลาะกันบ้าง และด้วยอุปนิสัยประจำตัวที่อีกฝ่ายมักมีท่าทีเป็นฝ่ายนำ สั่งการ ปกป้อง ขณะที่อีกฝ่ายก็มักมีท่าทีเชิงพึ่งพิง ตอบสนอง ยอมตาม  ด้วยความคุ้นเคยในแบบแผนความสัมพันธ์แบบนี้ก็สร้างรูปแบบความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียม มีความคาดหวัง เรียกร้องโดยไม่รู้ตัว

แล้ววันหนึ่งเมื่อฝ่ายหนึ่งมีเหตุให้ท่าทีปฏิสัมพันธ์แตกต่างไปจากเดิม  ผลกระทบเกิดขึ้นคือ คือ ความผิดหวัง เสียใจ เจ็บปวด  เรื่องราวขยายใหญ่โตด้วยท่าทีของการกล่าวโทษ การปกป้องตนเอง ประเด็นความขัดแย้งถูกขยายใหญ่โต  และบดบังจนกระทั่งทั้งสองฝ่ายไม่สามารถรับฟังกันได้อย่างแท้จริง ทั้งสองหันหลังใส่กัน เลิกราความสัมพันธ์ เพื่อนๆ ของทั้งสองพยายามเข้ามาช่วยคลี่คลายความขัดแย้งแต่เหมือนความไม่พร้อมในการรับฟัง รวมกับความผิดหวัง เสียใจ ความถือตัวที่ยังคุกรุ่นก็ทำให้ทั้ง ๒ ฝ่ายไม่สามารถเป็นอิสระจากพันธนาการในจิตใจของตนได้

ความทุกข์ทางใจ  ไม่ว่าจะเป็นการผิดหวัง เจ็บปวด เสียใจ กลัว โกรธ ฯลฯ  อันเนื่องจากการพลัดพราก สูญเสีย การประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบ การไม่ได้ในสิ่งที่รัก แท้จริงภาวะทุกข์ใจคือ โอกาสของจุดเริ่มต้นการเรียนรู้เพื่อเติบโตจากคุณภาพภายในของตนเอง โอกาสนี้เป็นภารกิจที่เราต้องสร้างให้กับตนเอง  ในสังคมสมัยใหม่เราอาจใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา หรือจากผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ มีประสบการณ์ชีวิตที่ลึกซึ้งมาช่วยเราคลี่คลายความทุกกข์ใจนี้  อย่างไรก็ดีสิ่งที่ผู้ให้บริการ หรือผู้ใหญ่ ผู้อาวุโส คือ กระบวนการที่ช่วยเราค้นพบคำตอบด้วยตนเอง หรือบางท่านอาจบอกคำตอบ ในเชิงคำแนะนำ ทางออกให้กับเรา  แต่การคลี่คลายความทุกข์นั้นต้องมาจากการลงมือปฏิบัติของเราเอง

ความทุกข์ทางใจ แท้จริงคือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้เพื่อเติบโต

การใช้ประโยชน์จากความทุกข์คือ การเรียนรู้ที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์บทเรียน เช่น ๑) ยามเผชิญกับวิกฤติที่ก่อความทุกข์ เรามีการรับมืออย่างไร เราผ่านเหตุการณ์นั้นอย่างไร ๒) ความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นมันมีเบื้องหลังอะไรซ่อนเร้นอยู่  เบื้องหลังนี้ คือ ความคาดหวัง ความเชื่อ และความยึดมั่นถือมั่นบางสิ่ง ทั้งหมดนี้เป็นไปได้ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว ๓) การครุ่นคิดตรึกตรองว่าความทุกข์ใจนี้มีส่วนไหนที่อยู่ในความรับผิดชอบของเราเอง  การกล่าวโทษจึงหมายถึงการมีข้ออ้าง ไม่ต้องรับผิดชอบในส่วนที่อยู่ในการดูแลของเรา และเมื่อไม่รับผิดชอบ  การเรียนรู้บทเรียนความผิดหลาดย่อมไม่เกิดขึ้น

การตอบสนองต่อความทุกข์ใจของสมศรีและสมรักก็แตกต่างกัน  ฝ่ายหนึ่งเลือกขังตนเอง ปิดรับการสื่อสารพูดคุย  จมจ่อมตนเองกับความคับแค้นเสียใจ ละเลยไม่ใส่ใจเรื่องอื่น เว้นแต่การหมกมุ่นในเรื่องค้างคาใจนี้ และกล่าวโทษ  ขณะที่อีกฝ่ายเลือกขอความช่วยเหลือ พูดคุย และด้วยกระบวนการพูดคุยที่ทำให้เกิดความตระหนักรู้ถึงหน้าตาความทุกข์ รับรู้ถึงความคาดหวัง การยึดมั่นบางอย่าง  รวมถึงการเข้าใจในตนเองถึงท่าทีการรับมือ การตอบสนอง  กระบวนการที่ได้เข้าใจตนเองทำให้พบว่าตนเองมีทางเลือก มีความสามารถที่จะยอมรับผิดชอบในส่วนที่ผิดพลาดของตนเองและชื่นชมได้ในสิ่งที่ตนเองทำได้ดี  และสิ่งสำคัญคือ การได้เข้าใจและยอมรับในตนเอง

หลักปฏิบัติธรรม นอกเหนือจากการไม่ทำความชั่ว การทำความดีแล้ว  การชำระจิตให้บริสุทธิ์ ถือเป็นการทำบุญกุศลให้ตนเอง ผ่านการเรียนรู้สำรวจโลกภายใน เป็นหนทางการทำคุณความดีในอีกลักษณะ เพราะการทำคุณความดีโดยผู้กระทำที่มีภาวะสุขแท้ด้วยปัญญาในตัวเอง  ย่อมเป็นไปเพื่อการสร้างสรรค์เกื้อกูลชีวิต  ไม่ใช่เพื่อการเบียดเบียน  ยามเผชิญความทุกข์ จึงเป็นโอกาสการเรียนรู้ การสร้างบุญกุศลให้ตนเอง หากเราใช้ประโยชน์เป็น  ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องเรียนรู้ เป็นบทเรียนที่ต้องฝึกฝน ซึ่งหมายถึงการลงทุนในเรื่องเวลา พลังงาน ทรัพยากร ความตั้งใจ

ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ

ผู้เขียน: ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ

นอกเหนือจากบทบาทนักเขียนประจำคอลัมน์ งานสำคัญ คือ กระบวนกร นักจิตปรึกษา, enneagram coach สนใจและรักที่จะทำงานด้านการทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงกับโลกภายในผ่านทักษะ ประสบการณ์เรียนรู้ทั้งงานอบรม การทำจิตปรึกษา และงานเขียน