สายน้ำแห่งความกรุณา

ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์ 2 ตุลาคม 2016

ภาพเด็กน้อยชาวซีเรียที่รอดชีวิตจากการทิ้งระเบิดด้วยสภาพเนื้อตัวเปื้อนฝุ่นเถ้าเคล้าเลือดสีแดงคล้ำ มีเพียงดวงตาที่ฉายแววเฉยชาที่บ่งบอกว่าเขายังคงมีชีวิตอยู่ในโลกอันโหดร้ายใบนี้ ล่าสุดการทิ้งระเบิดถล่มเมืองใหญ่ในซีเรียที่ทำให้ตึกรามขนาดใหญ่ถล่มเหลือเพียงกองอิฐดินหินทรายที่ร้ายแรงยิ่งกว่าแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ใดๆ ในโลก และในการขุดค้นหาผู้รอดชีวิตพบเด็กทารกที่ถูกฝังทั้งเป็น และเมื่อดึงตัวออกมาพบว่าเด็กน้อยยังมีชีวิตอยู่

เรื่องราวร้ายแรงที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเมืองเราและโลกใบนี้ทำให้ผู้เขียนหวนนึกถึงหนังสือชื่อ The Pine Gate หนังสือรวมเรื่องสั้นภาษาอังกฤษเล่มแรกของท่านติช นัท ฮันห์ พระชาวเวียตนามที่ต่อมากลายเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของผู้คนทั่วโลก ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๓๑ แปลเป็นภาษาไทยในปีพ.ศ. ๒๕๓๕ โดยพระมหาวุฒิชัย มหาสิปโป ในชื่อภาษาไทยว่า สายน้ำแห่งความกรุณา แม้หนังสือเล่มนี้จะตีพิมพ์มากว่าสามสิบปีแล้ว และเป็นเรื่องราวในเวียดนามยุคโบราณ แต่แก่นของเรื่องยังคงร่วมสมัยและสะท้อนถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้คน ที่ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังย่ำเท้าก้าวอยู่บนเส้นทางเดิมคือ เส้นทางของอัตตาและอำนาจ และความหลงผิดกระทำการในนามของความดี

หนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยเรื่องสั้นสามเรื่อง ในที่นี้จะขอเล่าเพียงสองเรื่องด้วยเหตุผลด้านพื้นที่ เรื่องแรก ประตูสน เป็นเรื่องราวของศิษย์หนุ่มที่ฝึกปรือวิชาจนแข็งกล้าแล้วขอพระอาจารย์ลงจากขุนเขาเพื่อไปปราบคนพาลอภิบาลคนดี พระอาจารย์จึงมอบกระบี่ล้ำค่าและกระจกวิเศษที่สามารถส่องเห็นตัวตนที่แท้จริงของผู้คนให้ติดตัวพร้อมคำสั่งสอนสุดท้าย “อย่าทำอะไรที่จะเป็นเหตุให้ตัวเองหรือผู้อื่นเป็นทุกข์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต…ถ้าปราศจากการพิจารณาใคร่ครวญแล้ว ตัวเจ้าเองจะหลงทาง จึงปล่อยให้โลกช่วยตัวมันเองเถิด”

นักรบหนุ่มเดินทางลงเขาสู่เมืองด้วยใจฮึกเหิม เมื่อเห็นนักบวชท่าทางน่าเลื่อมใสก็คว้ากระจกออกมาดู กลับเป็นอสูรร้าย เมื่อพบขุนนางจีนชราดูเปี่ยมเมตตาพร้อมเกื้อหนุนผู้เดือดร้อน เมื่อใช้กระจกวิเศษส่องกลับกลายเป็นหมูตอนผู้ละโมบ และเมื่อเห็นหญิงงามสองคนเล่นดนตรีและร้องเพลงตรึงให้ผู้คนหลงใหล ภาพที่ปรากฏในกระจกวิเศษกลับเป็นงูใหญ่สองตัว เขาใช้กระบี่ฟาดฟันคนเหล่านี้แบบไม่ปรานี จากเมืองหนึ่งสู่เมืองหนึ่ง ทำอยู่เช่นนี้อย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและไม่พักผ่อนเป็นเวลาต่อเนื่องกันถึงเจ็ดปี จนกระทั่งวันหนึ่งก็เริ่มตระหนักว่าเขาไม่ได้หยิบกระจกมาใช้นานแล้ว ไม่รู้สึกยินดีหากกระจกสะท้อนภาพบัณฑิต และไม่โกรธแค้นเมื่อกระจกฉายภาพมารร้าย ตรงกันข้ามกลับรู้สึกคุ้นเคยกับเหล่าอสูรกายโดยไม่ได้อยากจะเปิดโปงให้ผู้คนรับรู้

“ถ้าปราศจากการพิจารณาใคร่ครวญแล้ว ตัวเจ้าเองจะหลงทาง”

วันหนึ่งท่ามกลางความเหนื่อยล้า เขาเดินทางกลับไปเยี่ยมเยียนพระอาจารย์ เมื่อมาถึงเชิงเขา เขากลับไม่สามารถผลักประตูขึ้นสู่ยอดเขาได้ ทั้งๆ ที่ก่อนไปประตูนี้แสนเบา เขานอนรอท่ามกลางความหนาวเหน็บทั้งคืน จนกระทั่งรุ่งเช้าศิษย์ผู้น้องก็ผลักประตูเปิดออกมาโดยใช้แรงอันน้อยนิด ชวนศิษย์พี่ไปล้างหน้าล้างตาที่ริมลำธารและเชื้อเชิญให้ศิษย์พี่ลองใช้กระจกวิเศษส่องดูตัวเอง หลังจากใช้ส่องดูคนอื่นมาโดยตลอด เมื่อนั้นเองที่นักรบหนุ่มผู้ปราบคนพาลอภิบาลความดีได้พบความจริงอันน่าสะพรึงกลัวชนิดที่โลกทั้งโลกพังทลายและไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป…คุณผู้อ่านคงพอจะเดาได้นะคะว่าเขาเห็นอะไรในกระจกวิเศษ

เรื่องที่สอง สนยักษ์ เป็นเรื่องของพระชราที่ป่วยหนักเป็นฝีขนาดใหญ่ที่ต้นขาเลือดหนองเกรอะกรังจีวรสกปรกเหม็นคลุ้งจนไม่กล้าเข้าใกล้ผู้คน แท้จริงพระผู้นี้คือพระที่ชาญฉลาดจนพระราชายกย่องให้เป็นมหาครุของแผ่นดิน วันหนึ่งขณะที่พระราชานักปราชญ์ราชบัณฑิตและผู้คนชั้นสูงนับพันจากทั่วประเทศเดินทางมารวมกันเพื่อรอฟังธรรม เมื่อขึ้นนั่งธรรมมาสน์และเห็นผู้คนมากมายเช่นนั้น มหาครุแห่งแผ่นดินก็เกิดอาการลำพองในอัตตา ในสมัยนี้อาจใช้คำว่า “ข้าเจ๋ง” ในห้วงเวลานั้นเองที่ความเจ็บปวดจู่โจมไปทั่วร่างกายจนไม่สามารถแสดงธรรมได้  แม้พระราชาจะหาหมอที่ดีที่สุดของแผ่นดินมารักษาเป็นเวลานานถึงปีเศษก็ไม่หาย แล้ววันหนึ่งท่านก็ตระหนักว่าอาการป่วยครั้งนี้ไม่ใช่การเจ็บป่วยทางกายธรรมดา ท่านจึงหนีออกมาจากวัดที่ใหญ่โตที่สุดของแผ่นดิน

เมื่อขึ้นนั่งธรรมมาสน์และเห็นผู้คนมากมาย ก็เกิดอาการลำพองในอัตตาว่า “ข้าเจ๋ง”

พระผู้นี้เดินทางรอนแรมอย่างยากลำบาก บางช่วงถึงขนาดต้องคลานด้วยหน้าท้องนานหกเดือน เพื่อไปยังขุนเขาอันไกลโพ้นไร้ผู้คน เมื่อเดินทางไปถึงภูเขาลูกใหญ่ที่มองเห็นต้นสนยักษ์สองต้น ก็ได้พบกับพระอินเดียที่เขาเคยปรนนิบัติดูแลเมื่อสิบห้าปีก่อนและเคยบอกเขาเมื่อสิบห้าปีที่แล้วว่า เขาจะพบความรุ่งเรืองสุดขีดและพบความทุกข์ยากแสนสาหัสในอีกสิบห้าปีต่อมา หากพบความทุกข์ให้เดินทางมาที่นี่ ที่นั่นเองที่เขาพบสาเหตุของความเจ็บป่วย นานมาแล้วผู้ที่เคยถูกเขาทำร้ายในอดีตเฝ้าหาโอกาสแก้แค้นมานานถึงสิบภพชาติ แต่เหตุที่เขาเป็นพระที่ประพฤติพรหมจรรย์อย่างไม่มีด่างพร้อยมาโดยตลอดหลายภพหลายชาติจนไร้ “ช่องโหว่”  จนกระทั่งในห้วงนาทีที่เกิดความลำพองในอัตตา ขณะที่เห็นคนระดับพระราชาและบุคคลชั้นทั้งประเทศมารอฟังธรรมนั้นเอง ที่วิญญาณร้ายสามารถเข้าจู่โจมในนามของโรคร้ายที่รักษาไม่หายและทุกข์ทรมานแสนสาหัส

จากเรื่องราวในเรื่องสั้นซึ่งเป็นเรื่องแต่ง ย้อนกลับมาสู่โลกที่ปรากฏตรงหน้า การตีความหรือนึกถึงบุคคลหรือสถานการณ์ใดเปรียบเทียบกับเรื่องของตัวละครข้างนั้นต้นนับเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคลค่ะ และชวนคิดว่าในโลกแห่งความเป็นจริงที่กำลังปรากฏอยู่ตรงหน้า กว่าคนๆ หนึ่งจะตระหนักถึงความผิดพลาดร้ายแรงที่ตัวเองกระทำต่อเพื่อนมนุษย์และต่อตัวเอง จนทำให้ตัวเองกลายเป็นมารร้ายแบบไม่รู้ตัวเหมือนศิษย์เอกคนนั้น หรือกว่าจะรู้ตัวว่าอัตตาหรือความกระหายในอำนาจคือหายนะเหมือนพระชรารูปนั้น จะต้องมีคนบาดเจ็บและล้มตายอีกกี่หมื่นกี่แสน…ในนามของผู้ปราบมารและอภิบาลความดี

ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์

ผู้เขียน: ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์

อดีตนักข่าว นักเขียน บรรณาธิการนิตยสารสิ่งแวดล้อม และนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระที่สนใจประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการศึกษา ขณะเดียวกันก็รักการเดินทางและการออกกำลังกาย นิยมการเดินป่า เล่นโยคะ ปั่นจักรยาน และทำสวน ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่บ้านเกิดอำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง