โทษประหารกับสิ่งที่หลงลืม

ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ 8 กรกฎาคม 2018

ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการใช้โทษประหารเป็นครั้งแรก ภายหลังการว่างเว้นมาร่วม ๙ ปี ก่อเกิดกระแสการถกเถียงถึงประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับความเหมาะควร ความจำเป็นของการมีโทษประหาร  ประเด็นข้อถกเถียงมีทั้งในส่วนเนื้อหาว่าโทษประหารสามารถลดทอน หรือป้องปรามอาชญากรรมได้จริงหรือไม่ ให้คุณหรือให้โทษกับสังคมโดยรวมมากกว่า ประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีแนวทางอย่างไรกับการมี หรือไม่มีโทษประหาร และข้อถกเถียงในเชิงบุคคลที่เห็นต่างในเรื่องการมีโทษประหารคือ เป็นบุคคลประเภทโลกสวย ไม่เข้าใจความจริง ไม่เข้าใจ ไม่เห็นใจเหยื่อ เป็นพวกปกป้องคนทำผิด

เสียงเรียกร้องโทษประหารยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น หากว่ากรณีอาชญากรรมนั้นเป็นการทำร้ายทางเพศ ข่มขืน ผู้ถูกกระทำเป็นเด็ก เยาวชนหรือผู้อ่อนแอ และหากใครเห็นค้านการใช้โทษประหารกับผู้ก่อเหตุร้าย ความโกรธ ความแค้นเคืองก็พร้อมพวยพุ่งและสาดใส่ผู้เห็นต่างทันที จนหลงลืมว่าอะไรคือ ประเด็นปัญหาแท้จริง ใครหรืออะไรที่สังคมควรใส่ใจ และด้วยท่าทีอย่างไร  สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญประการหนึ่งคือ พลังงานของอารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อเหตุการณ์ ต่อผู้ก่อเหตุ ต่อผู้ถูกทำร้าย คือ พลังงานของความรู้สึกโกรธแค้น เจ็บปวด เสียใจ ทุกข์ทรมาน ฯลฯ พร้อมกับชุดความคิดมากมายที่เป็นแกนหลักของความรู้สึกต่อการกระทำในเหตุการณ์ทำนองนี้ว่า ไม่ยุติธรรม ชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต คนทำชั่วต้องถูกลงโทษ โทษหนักทำให้เกิดการป้องปรามการทำผิดได้  ความสงบสุขจะกลับมาได้ ต้องทำลายคนทำชั่ว

ทั้งความคิด ความรู้สึกข้างต้นเป็นเชื้อกองเพลิงที่อยู่ภายในจิตใจของผู้ถูกทำร้าย ญาติพี่น้อง รวมถึงคนทั่วไปได้รับรู้  พลังงานความรู้สึกเหล่านี้เป็นเหมือนกองเพลิงที่ลุกลาม สร้างความรู้สึก อารมณ์ร่วม  หากเปรียบเทียบจิตใจที่เต็มไปด้วยพลังงานความรู้สึกเหล่านี้ ก็คือ ผืนดินที่แห้งผาก แตกระแหง  สิ่งที่ผืนดินนี้ต้องการ คือ การกลับคืนสู่ความชุ่มชื่น สุขสงบอย่างที่เคยเป็นมา  จิตใจที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน เจ็บแค้น เจ็บปวดก็ต้องการความสุขสงบกลับคืน ดังนั้นการเยียวยาโอบอุ้ม ใส่ใจกับจิตใจ ร่างกายที่ทุกข์ทรมานในกายและจิตใจของผู้ถูกกระทำ คือ สิ่งสำคัญ

Photo by Rostyslav Savchyn on Unsplash

ในภาวะนี้ การให้ออกซิเจน ให้น้ำทิพย์เพื่อเยียวยาผืนดิน จิตใจที่แห้งผาก คือ งานสำคัญ การให้ความเข้าใจ การรับรู้ในความทุกข์ทรมานคือ สิ่งที่ผู้ถูกทำร้ายต้องการ  ขณะที่การลงโทษผู้กระทำผิดอาจช่วยให้ผู้ถูกกระทำรับรู้ถึงความยุติธรรม แต่ความเจ็บปวดนั้นยังคงอยู่  โจทย์สำคัญคือ การแยกแยะระหว่างเป้าหมายกับวิธีการ  คือ การลงโทษผู้กระทำผิดด้วยโทษประหารจึงอาจไม่ได้ให้ประโยชน์กับผู้ถูกทำร้าย หรือสังคมโดยรวมอย่างที่คาดหวัง  การใช้โทษประหารเป็นเพียงวิธีการที่คาดหวังว่าจะสร้างผลบวกต่อผู้ถูกทำร้าย ต่อสังคมซึ่งอาจไม่นำไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ  การมุ่งใส่ใจเป้าหมายคือ การเยียวยาช่วยเหลือผู้ถูกทำร้ายและการสร้างสังคมที่ปลอดภัยต้องการแนวทางต่างๆ มากมาย มากกว่าการใช้โทษประหารเป็นเครื่องมือที่ยึดถือ

ความเข้าอกเข้าใจ  (Empathy) คือ การมีความสามารถในการเข้าถึง รับรู้ มองเห็นและสื่อสารได้ถึงอารมณ์ ความรู้สึกของอีกฝ่าย  ตัวอย่างรูปธรรม คือ การได้ใส่รองเท้าของคนอื่นเพื่อรับรู้ เข้าถึงและเข้าใจในประสบการณ์ของอีกฝ่าย  ความสามารถนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะช่วยให้เราสื่อสารจากความเข้าใจในอีกฝ่าย ไม่ใช่จากมุมมอง ความต้องการของเราฝ่ายเดียวซึ่งมีแนวโน้มที่จะตัดสิน ตีความจากมุมมองของเราฝ่ายเดียว  ในฝ่ายผู้กระทำผิดเองก็มีความเป็นมา องค์ประกอบ เหตุปัจจัยที่หล่อหลอมให้พวกเขามากระทำในเหตุดังกล่าว การลงโทษประหารชีวิต หรือมุ่งจัดการที่ตัวคนจึงไม่ได้ช่วยให้เกิดผลงอกเงยสร้างสรรค์อะไรเพราะเหตุปัจจัย องค์ประกอบที่สร้างอาชญากร หรืออาชญากรรมนั้นยังคงอยู่

วิธีคิดที่มุ่งมองในเชิงเส้นตรง หรือมุมมองในลักษณะสุดโต่ง  เช่น ชีวิตแลกชีวิต ตาต่อตา ฟันต่อฟัน จึงมีอันตรายในตัวเพราะละเลยถึงความเป็นมา องค์ประกอบแวดล้อม ทำให้เกิดการกระทำที่มุ่งตอบสนองอารมณ์ความโกรธแค้น การระบายความเจ็บปวดแต่ไม่ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสร้างสรรค์  ขณะ เดียวกัน การไม่มีโทษประหารก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการลงโทษในการกระทำผิดนั้น การลงโทษผู้กระทำผิดเป็นหลักความยุติธรรมสำคัญที่ต้องดำรงรักษา

สังคมต้องการความยุติธรรมในการอยู่ร่วมกัน  แนวคิดสำคัญในความยุติธรรมคือ เมื่อเกิดการกระทำที่อันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินจะต้องได้รับการป้องกันและปราบปราม  ทั้งหมดคือกระบวนการยุติธรรม สิ่งสำคัญคือ ความยุติธรรมนั้นความมุ่งหมายเพื่อหลักสำคัญ ๒ ประการคือ ยุติธรรมเพื่อฟื้นฟู และยุติธรรมเพื่อลงโทษ  การลงโทษมีความจำเป็น และการฟื้นฟูเยียวยาก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน

โทษประหารเป็นวิธีการที่คาดหวังว่าจะสร้างผลบวกต่อสังคม ซึ่งอาจไม่นำไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ

โทษประหาร หรือโทษจำคุกอาจเป็นความยุติธรรมเพื่อลงโทษ ก่อเกิดประโยชน์ที่ทำให้เกิดความหวาดกลัว ไม่กล้ากระทำผิด ช่วยปกป้องสังคม  แต่เมื่อผ่านไปความกลัวจางหาย การกระทำผิดก็ยังเกิดขึ้นได้เนื่องด้วยเหตุปัจจัยยังเอื้ออำนวย  ขณะที่ความยุติรรมเพื่อฟื้นฟูช่วยเพิ่มโอกาสในความปลอดภัย และก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในผู้กระทำผิดให้เป็นบุคคลที่มีคุณค่า มีความหมายในสังคมได้อีกครั้ง

สิ่งที่หลงลืมไปในโทษประหาร คือ การทำงานในส่วนของการเยียวยา การให้ความเข้าใจ ใส่ใจกับบาดแผล ความเสียหายในทางจิตใจ พร้อมกับการลงทุนเพื่อสร้างสรรค์ความยุติรรมเพื่อฟื้นฟู แทนการมุ่งเน้นความยุติธรรมเพื่อลงโทษ

ข้อถกเถียงในเรื่องว่าสังคมไทยพึงมีหรือไม่มีโทษประหาร  จึงต้องการการตรึกตรองที่ใหญ่กว่าคำถามดังกล่าวคือ เราต้องการอยู่ในสังคมแบบไหน  กระบวนการยุติธรรมควรเป็นไปอย่างไรเพื่อเอื้อและนำไปสู่สังคมที่สงบสุขและยั่งยืน

ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ

ผู้เขียน: ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ

นอกเหนือจากบทบาทนักเขียนประจำคอลัมน์ งานสำคัญ คือ กระบวนกร นักจิตปรึกษา, enneagram coach สนใจและรักที่จะทำงานด้านการทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงกับโลกภายในผ่านทักษะ ประสบการณ์เรียนรู้ทั้งงานอบรม การทำจิตปรึกษา และงานเขียน