แบบแผนชีวิตในตัวเรา

ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ 7 สิงหาคม 2016

ถ้าเราเอาเมล็ดพืชที่สมบูรณ์หว่านเพาะลงในดินที่อุดมสมบูรณ์ รดน้ำพอสมควร  ในเวลาไม่นาน เมล็ดก็จะเพาะงอกและเติบโตขึ้นมา โดยที่เรามีหน้าที่เพียงจัดเตรียมสภาวะแวดล้อมให้มีความพร้อม การงอกงามของเมล็ดก็เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเมล็ดและสภาพแวดล้อมที่สนับสนุน  เราพบว่าเมล็ดงอกงามและเติบโตขึ้นได้ด้วยองค์ประกอบและเหตุปัจจัยที่สำคัญและจำเป็น  ลำดับน้ำหนักของความสำคัญและจำเป็นในองค์ประกอบและเหตุปัจจัยอาจหนักเบาไม่เท่ากัน แต่การขาดองค์ประกอบใดก็อาจทำให้การงอกงามของเมล็ดสะดุดได้  อย่างไรก็ดี เราก็พบว่าแม้เมล็ดไม่สมบูรณ์ แต่หากสภาพแวดล้อมดี หรือเมล็ดมีความสมบูรณ์แต่สภาพแวดล้อมไม่เลวร้ายมาก การงอกงามก็ยังเกิดขึ้น  ชีวิตต่างดิ้นรนเพื่ออยู่รอด

ป่าเสื่อมโทรมหลายแห่ง ท้องทะเลที่ระบบนิเวศน์เสียหาย หากทิ้งระยะไปโดยที่ไม่มีสิ่งใดรบกวน ระบบธรรมชาติก็จะค่อยๆ ทำให้เกิดการฟื้นตัวกลายสภาพเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์และท้องทะเลที่ชุกชุม หากความเสื่อมโทรมนั้นไม่เลวร้ายจนเกินขีด ระบบธรรมชาติก็จะค่อยๆ สร้างการฟื้นตัวในที่สุด  กรณีของพวกเรา เมื่อใดที่เรามีบาดแผลในร่างกาย หากบาดแผลไม่เลวร้าย ร่างกายของเราก็จะมีระบบซ่อมแซมเยียวยาเพื่อคืนสภาพเดิม จนหายจากบาดแผลและเป็นปกติในที่สุด  กระบวนการรักษาบาดแผลด้วยการทำความสะอาด ใส่ยาฆ่าเชื้อโรค ก็เพื่อป้องกันการติดเชื้อและช่วยรักษาความสะอาด  กระบวนการนี้ช่วยให้ระบบร่างกายช่วยเยียวยาซ่อมแซมบาดแผลได้รวดเร็วขึ้น  สิ่งมีชีวิตต่างมีพลังชีวิตในตนเอง พลังชีวิตนี้ทำหน้าที่เยียวยาบาดแผลให้คืนสู่สภาพปกติ

พลังชีวิตในเมล็ดพืช ทำให้เกิดการงอกเงยเติบโตของเมล็ดพืช เมื่อได้รับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและเอื้อต่อการทำงานของพลังชีวิต เหมือนกับพลังธรรมชาติ ที่ช่วยให้ป่าและท้องทะเลคืนสภาพสู่ความอุดมสมบูรณ์ ฟื้นตัวจากความเสื่อมโทรมได้

พลังชีวิตในตัวเรามีทิศทางเชิงบวก เพื่อนำชีวิตไปสู่การงอกงามเติบโตทั้งมิติทางกาย จิตใจ สังคม และในเชิงจิตวิญญาณ  จากสภาพทารกและเด็กน้อยที่ต้องพึ่งพิงตนเอง กลายเป็นวัยรุ่น หนุ่มสาว ผู้ใหญ่ สู่วัยชราและร่วงโรย พลังชีวิตนำพาให้ตัวเราในมิติทางกาย เติบโตและร่วงโรยในที่สุด  ในมิติทางสังคม เรามีบทบาทตามหน้าที่การงาน ตามความรู้ความสามารถที่มีอยู่ ซึ่งไม่แตกต่างจากมิติทางกายที่เติบโต รุ่งโรจน์ และร่วงโรยเช่นกัน  แต่สำหรับมิติทางจิตใจและในทางจิตวิญญาณ การเติบโตมีความแตกต่างจากมิติทางกายและทางสังคม เนื่องเพราะเราสามารถเรียนรู้ เติบโต ยกระดับคุณภาพจิตใจ พัฒนาความฉลาดทางจิตใจและทางจิตวิญญาณให้สูงขึ้นได้ จนกล่าวได้ว่าเป็นงานที่ต้องเรียนรู้พัฒนาไม่มีที่สิ้นสุด

พลังชีวิตทำหน้าที่ปกป้องชีวิต และนำทางชีวิตในทิศทางบวกและสร้างสรรค์  ในแง่หนึ่ง ยามเมื่อเราเผชิญกับภาวะยากลำบาก กระทบชีวิตและความมั่นคงปลอดภัย โจทย์สำคัญในขั้นตอนนี้คือ การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ตัวเราจึงสร้างสิ่งที่เรียกว่า “แบบแผนชีวิตเพื่อการอยู่รอด”  แบบแผนนี้คือ เราสร้างตัวตน บุคลิกภาพ ความเชื่อ ทัศนคติในการรับมือกับโลกรอบตัว ซึ่งอาจหมายถึงการต่อสู้ แย่งชิง ปกป้อง  และด้วยแบบแผนนี้ พลังชีวิตในตัวอาจสร้างพลังในเชิงลบ เชิงทำลาย เช่น ความโกรธ เกลียด อิจฉา โลภ กลัว หลง

พลังของอารมณ์ความรู้สึก เป็นพลังงานที่สร้างแรงขับเคลื่อนให้ตัวเราลงมือกระทำเพื่อสร้างสิ่งที่มุ่งหวังโดยมีเป้าหมายคือ เพื่อการอยู่รอด และนั่นอาจหมายถึงการเบียดเบียนทำร้ายตนเองและสังคม  บาดแผลชีวิตที่เคยถูกทำร้าย เคยเจ็บปวด กลายเป็นความทรงจำที่ฝังอยู่ในตัวเรา  ยามเมื่อเผชิญสถานการณ์ที่กระตุ้นความทรงจำต่อประสบการณ์ของบาดแผลนั้น แบบแผนชีวิตเพื่อการอยู่รอดจะทำงานทันที เช่น พฤติกรรมที่แสดงออกผ่านความวิตกกังวล ระแวง ปฏิเสธ เลิกราความสัมพันธ์ ฯลฯ แบบแผนนี้ทำงานเพื่อปกป้องและกระทำในสิ่งที่เหมาะสมที่สุด ภายใต้สถานการณ์และภาวะนั้น

เราต่างก็มี “พลังชีวิต” ในตัวเอง

แต่ละคนต่างสร้างสรรค์แบบแผนชีวิตเพื่อการอยู่รอด ภายใต้ความเชื่อบางอย่างที่กำกับตัวเรา  ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างผลกระทบต่อตัวเรา ก่อเกิดเป็นบุคลิกภาพ ระบบคุณค่า และความใส่ใจ  สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเปลือกห่อหุ้มตัวเรา เพื่อใช้ดำเนินชีวิต เผชิญโลก ปะทะสังสรรค์กับคนรอบตัว และสัมพันธภาพ

บางคนเลือกที่จะใส่ใจความมั่นคงปลอดภัย ระแวดระวังกับท่าทีหรือการกระทำที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงปลอดภัยนี้  บางคนเลือกใส่ใจกับความสำเร็จ การเป็นที่ยอมรับของคนอื่นในความเก่งและความสามารถของเรา  บางคนเลือกให้ค่ากับความถูกต้อง ใส่ใจกับระบบระเบียบ ยึดถือหลักการ  ซึ่งไม่ว่าจะยึดถือหรือให้ค่ากับระบบคุณค่าใด สิ่งสำคัญคือ ความตระหนักรู้ตัว ซึ่งสิ่งนี้จะได้มาต้องอาศัยการเรียนรู้ เข้าใจตนเอง

ในยามที่เราไม่เดือดร้อนกับความอยู่รอด เราสัมผัสถึงประสบการณ์ของความมั่นคง ปลอดภัย วางใจในความเป็นไป  พลังชีวิตถูกขับเคลื่อนในทางสร้างสรรค์ เติบโต  การใช้ชีวิตเป็นไปเพื่อความงอกงามของชีวิต  ลักษณะนี้คือ “แบบแผนชีวิตเพื่อการเติบโต” เปรียบเหมือนการเติบโตงอกงามของดอกไม้  เป็นการกระทำที่สื่อแสดงถึงความรัก ความปลอดภัย ความวางใจ การยอมรับ ฯลฯ

โจทย์สำคัญคือ เราทุกคนจะสามารถเข้าถึงแบบแผนชีวิตเพื่อการเติบโตได้ จำเป็นจะต้องรู้จัก เข้าถึง และตระหนักรู้กับ “แบบแผนชีวิตเพื่อการอยู่รอด” ซึ่งหมายถึงเราแต่ละคนพึงใส่ใจกับการเรียนรู้ตนเอง  และภายใต้ทรัพยากรขุมทรัพย์ล้ำค่าในสังคมไทยคือ รากฐานพุทธธรรม ที่เน้นย้ำความสำคัญเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการเรียนรู้ตนเอง

หัวใจสำคัญของการเข้าใจพลังบวกและลบในตัวเรา ผ่านแบบแผนชีวิตทั้งเพื่อการอยู่รอดและการเติบโต ช่วยให้เราเพิ่มพูนความสามารถในการดำเนินชีวิตที่เป็นอิสระจากการดิ้นรนชีวิตเพื่ออยู่รอด และเข้าถึงภาวะชีวิตที่ “เป็นประโยชน์และสงบเย็น”


ภาพประกอบ

ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ

ผู้เขียน: ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ

นอกเหนือจากบทบาทนักเขียนประจำคอลัมน์ งานสำคัญ คือ กระบวนกร นักจิตปรึกษา, enneagram coach สนใจและรักที่จะทำงานด้านการทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงกับโลกภายในผ่านทักษะ ประสบการณ์เรียนรู้ทั้งงานอบรม การทำจิตปรึกษา และงานเขียน