หน้าหลัก | สุขแท้ด้วยปัญญา | เผชิญความตายอย่างสงบ | ฉลาดทำบุญ | ป่วน | หนังสือ | รู้จักเรา
image image
พระไพศาลเตือนสติทุกฝ่าย
 
 

ตัดทอนจากรายการ
สถานีข่าวสารของประชาชน”ช่อง 11
วันที่ 13 มีนาคม 2553
โดยมีแทนคุณ จิตต์อิสระ เป็นพิธีกร

แทนคุณ ในมุมมองของพระอาจารย์สันติภาพกับความยุติธรรมมันสัมพันธ์กันขนาดไหน ผมถามประเด็นแรกก่อนว่าประชาธิปไตยในความหมายของพระอาจารย์ เราควรจะให้สติกับคนไทยได้ตื่นตัวกับประชาธิปไตยอย่างไรถึงจะถูกต้องครับ

พระไพศาล ประชาธิปไตยก็คือการปกครองที่ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นสำคัญโดยอาศัยคำตัดสินของคนหมู่มาก แต่ว่าก็เคารพสิทธิหรือว่าเสียงของคนกลุ่มน้อย นี้คือหัวใจ แต่ว่าลำพังประชาธิปไตยอย่างเดียว ไม่เป็นหลักประกันที่จะทำให้เกิดความสงบสุขได้ ถ้าไม่มีสิ่งที่เรียกว่าธรรมาธิปไตย ธรรมาธิปไตยไม่ใช่เป็นการปกครอง แต่หมายถึงสิ่งที่มีอยู่ในใจเราทุกคนคือการที่เราเห็นความถูกต้องมากกว่าความถูกใจ คำว่าธรรมาธิปไตยจะตรงข้ามกับคำว่าอัตตาธิปไตย แล้วก็ไม่ใช่โลกาธิปไตย ประชาธิปไตยบางครั้งมันคล้ายๆ กับโลกาธิปไตย คือเอาตามเสียงคนส่วนใหญ่ แต่ที่จริงแล้วเราต้องยืนยันในความถูกต้อง เมื่อเรายืนยันในความถูกต้อง อันนั้นแหละคือธรรมาธิปไตย

แทนคุณ ถึงแม้คนที่เรารัก คนที่เราชอบอย่างกรณีนี้ กรณีศึกษา ซึ่งต้องเรียนท่านผู้ชมด้วยความเคารพว่า เพื่อแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนขึ้น อย่างกรณีคุณทักษิณนี้ก็มีนโยบายที่โดนใจ มีประชานิยมที่ถูกใจคน โดยเฉพาะคนที่อยู่ต่างจังหวัด ที่เป็นชาวบ้านส่วนใหญ่ ก็เลยทำให้เกิดเสียงส่วนใหญ่แล้วก็เป็นรัฐบาลพรรคเดียวในยุคนั้น พอเกิดการปฏิวัติซึ่งผมก็เชื่อว่าผมก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบ ในขณะเดียวกันก็ไม่ชอบคนที่ทุจริตคอรัปชั่น ถ้าเราเลือกสิ่งที่เลวร้ายก็พอๆ กัน การปฏิวัติเผด็จการในเชิงของการไม่นองเลือดถือว่าเลวร้ายน้อยกว่ากับการที่ มีประชาธิปไตยแล้วก็มีการทุจริตคอรัปชั่น ตรงนี้ประชาชนควรจะเข้าใจหรือทำใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไรดีครับ คนที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยครับ

พระไพศาล อาตมาคิดว่าความถูกต้องเป็นเรื่องที่เราต้องคำนึง แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องสาวให้ลึกไปถึงสาเหตุ อาตมาคิดว่าปัญหาที่เกิดความขัดแย้งในเวลานี้ เป็นมากกว่าเรื่องของตัวบุคคล คือคงไม่ใช่เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณทักษิณคนเดียว คนที่ต่อสู้ที่คำนึงถึงเหตุผลมากกว่าคุณทักษิณที่อยู่ฝ่ายเสื้อแดง อาตมาก็คิดว่ามีเยอะ ก็เห็นว่าสังคมปัจจุบันนี้มันไม่เป็นประชาธิปไตย ประชาธิปไตยในความหมายของเขาคือว่าประชาชนมีสิทธิมีเสียงมาก แต่เขามองว่าประชาธิปไตยตอนนี้ไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ แล้วก็เป็นประชาธิปไตยแต่รูปแบบ คือการปกครองยังถูกครอบงำโดยข้าราชการ ซึ่งบางที่เขาก็ใช้คำว่าอำมาตย์ อันนี้อาตมาเข้าใจ เพราะว่าอาตมาอยู่ในชนบท อาตมาเข้าใจดีเลยว่าชาวบ้านเขามีความรู้สึกเลยว่า เขาถูกกระทำหรือถูกรังแกโดยข้าราชการเยอะ แล้วเขารู้สึกว่าตอนที่คุณทักษิณ พรรคไทยรักไทยขึ้นมาเป็นใหญ่สามารถที่จะลดบทบาทของข้าราชการ คนที่เป็นหัวคะแนนจะรู้สึกไม่กลัวนายอำเภอ นายอำเภอเคยรังแกเขา แต่ว่าพอมีคุณทักษิณแล้วนายอำเภอรังแกเขาไม่ได้เพราะเขาเป็นหัวคะแนนของไทย รักไทย แล้วเขาสามารถที่จะติดต่อส.ส. . แล้วเลยไปถึงรัฐมนตรีได้ เพราะฉะนั้นเขารู้สึกว่าในสมัยของคุณทักษิณเขาเป็นใหญ่ได้ ข้าราชการมาทำอะไรเขาไม่ได้ เขารู้สึกว่านี่คือประชาธิปไตย ประชาชนเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้นเขาจึงรู้สึกว่าคุณทักษิณเป็นตัวแทนของประชาชนที่ทำให้ข้าราชการ กลับมารังแกเขาไม่ได้ ข้าราชการต้องอยู่ภายใต้การปกครองหรือต้องฟังส.ส. ต้องฟังรัฐมนตรีซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ตรงนี้คนกรุงเทพไม่เข้าใจ คนกรุงเทพไม่เคยมีปัญหากับข้าราชการมาก แต่คนชนบทโดยเฉพาะคนเล็กคนน้อยมีปัญหากับข้าราชการเยอะ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นนายอำเภอ ทีนี้ในช่วงคุณทักษิณ เขารู้สึกว่าเขาเงยหน้าอ้าปากขึ้นมาได้อีกนิดหน่อย อันนี้อาตมายังไม่ได้พูดเรื่องประชานิยมนะ ประชานิยมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นในความรู้สึกของเขา เขารู้สึกว่าตอนนี้ โดยเฉพาะหลัง 19 กันยา มันไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ก่อนหน้านั้นเขารู้สึกว่าคุณทักษิณเป็นตัวแทนของการปกครองที่ทำให้เขามี สิทธิมีเสียงมากขึ้น

แทนคุณ ที่นี้ในมุมอีกมุมหนึ่งที่เราได้พูดคุยกันและก็เป็นภาพที่สะท้อนชัดของความ ไม่ถูกต้อง อาจารย์พูดถึงความถูกใจและกระบวนการบางอย่างซึ่ง คุณอาจจะพอใจหรือถูกใจ แต่ความไม่ถูกต้องคือปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในทุกรัฐบาล ขณะเดียวกันศาลตัดสินและพิพากษาแล้ว เพราะอะไรคนไทยถึงไม่ฟัง หรือฟังแล้วอาจจะไม่เข้าใจ หรือไม่สนใจในกระบวนการนั้นอย่างแท้จริง และมองว่าเป็นเครื่องมือหนึ่งของระบบบางระบบที่รังแกคุณทักษิณ ซึ่งมันก็ชัดเจนว่ามีการทุจริตคอรัปชั่นจริงๆ และก็มีการเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องและบริษัทของตนเอง

พระไพศาล อาตมาคิดว่าประการแรกเป็นเรื่องฉันทาคติ ฉันทาคติต่อคุณทักษิณ เมื่อเห็นเช่นนั้นก็ทำให้ไม่ยอมรับความจริง คือไม่ยอมรับคำพิพากษา ประการที่สองกระบวนการที่ผ่านมาตั้งแต่ 19 กันยา มันทำให้เขาเกิดความลังเลสงสัยว่า มันมีการใช้วิธีสองมาตรฐานจริงหรือเปล่า คือเขามีความรู้สึกว่ากระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมาหรือที่เรียกว่าตุลาการภิวัตน์ เขารู้สึกว่าไม่ถูกต้อง ไม่แฟร์กับคุณทักษิณ ไม่ใช่วิธีการที่ยุติธรรม แต่เป็นการพยายามกำจัดคุณทักษิณออกไป มันมีภาพเช่นนี้อยู่ มันทำให้เขาเชื่อว่าคุณทักษิณไม่ได้รับความยุติธรรม ตรงนี้ ก็ทำให้เกิดปัญหาที่ทำให้เขาไม่ยอมรับ

แทนคุณ แต่ความเป็นจริงแล้ว พระอาจารย์คิดว่าเราควรมีท่าทีอย่างไร ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะว่ากระบวนการยุติธรรมนี้เป็นหลักสากล ซึ่งมีเหตุและผลรวมทั้งหลักฐานพยานต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นชัดเจน มีกระบวนการมีคำอธิบาย มีการสืบสาวไต่สวนต่างๆ เยอะแยะมากมายทีเดียว มันก็ชัดเจนว่าเกิด ตรงนี้คนไทยจะยอมรับ โดยเฉพาะคนที่ชุมนุมกันเพื่อคุณทักษิณก็ดี หรือเพื่อเรียกร้องความหมายของคำว่าประชาธิปไตยผ่านคุณทักษิณก็ดี

พระไพศาล คือถ้าเราเอาความถูกต้องมากกว่าความถูกใจเราก็ต้องทำใจว่า คุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีที่หลายท่านเคารพ ก็ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็ควรที่จะยอมรับความผิดพลาด ตรงนี้คนไทยอาจจะไม่ค่อยเข้าใจ ที่จริงการเลี้ยงลูกของเราก็เหมือนกันนะ บางทีลูกไม่ทำการบ้าน ครูจะตี แม่ก็แก้แทนให้ว่าลูก ลูกลืมสมุด แม่แก้แทนลูก ทั้งทีลูกก็ควรจะถูกครูตี แต่เรารักลูกมากเราก็เลยปกป้องลูกไม่อยากให้ลูกถูกตีทั้งๆ ที่ลูกทำไม่ถูกจริงๆ นี่คือวิธีการเลี้ยงลูกของคนไทยในปัจจุบันมาก เราก็ทำอย่างนี้กับนายกรัฐมนตรี คือแม้เขาทำไม่ถูก แต่เนื่องจากเป็นคนที่เรารักเราก็เลยปกป้องเขา ตอนนี้มันเป็นทั้งระบบ มันเป็นทั้งสังคมคือเราไม่อยากได้ความถูกต้อง เราเอาความถูกใจ เอาความรักความชังเป็นหลัก

แทนคุณ มันอาจจะเป็นพื้นฐานของคนไทยที่จิตใจดี โอบอ้อมอารีและพร้อมที่จะโอบอุ้มคนที่เรารักเพราะสงสารเขา แม้จะทำความไม่ถูกต้องในบางกรณี

พระไพศาล เห็นได้ชัดเวลาสงกรานต์ ตำรวจต้องป้องกันไม่ให้คนเมาขับรถ แต่บางทีเวลาเห็นคนเมาขับรถ ตำรวจก็เห็นใจสงสาร ไม่อยากจับเข้าคุก เลยปล่อยเขาไป ตำรวจที่เห็นใจคนขับที่เมาก็มี แต่เราไม่ได้คิดว่าการที่เราปล่อยเขาไป ไม่จับเขา เขาอาจจะไปชนใครตาย อาจเกิดอุบัติเหตุได้ เราเห็นใจเขาไม่จับเขา ไม่ได้เอาความถูกต้องหรือเอากฎหมายเป็นหลัก พอปล่อยเขาไป ปรากฏว่าคนนั้นไปขับรถชนคนตายก็มี นี่เป็นวิธีคิดของคนไทยที่ก่อปัญหาได้

แทนคุณ ถามพระอาจารย์นะครับ เรื่องของขันติธรรมกับความยุติธรรมหรือขันติ กระบวนการหนึ่งที่สำคัญมากคือการสื่อสารมวลชน หลายคนก็บอกว่าต้องสื่อข้อมูลที่เป็นจริงออกไป ใครใช้ความรุนแรง ใครบิดเบือน ซึ่งตอนนี้ก็พยายามสร้างหรืออ้างเหตุการณ์บางอย่างหรือกรณีรถแก๊ส ซึ่งบัดนี้ก็ยัง เสื้อแดงก็บอกไม่ใช่ของเขาทำ ฝ่ายรัฐสร้างภาพ สร้างสถานการณ์ขึ้นมา อย่างกรณีนี้ประชาชนที่ฟังอยู่ ควรจะใช้วิจารณญาณอย่างไร เพราะว่าฟังแล้วก็คล้อยตามและมักจะโยนความผิดไปให้อีกฝ่ายหนึ่ง เหมือนกับเป็นศัตรูกัน คนที่ดูและพยายามเฟ้นหาความจริง ในสถานการณ์ที่มีแต่ความไม่จริง และเป็นมายาคติ จะทำอย่างไรไม่ให้มันจมอยู่กับข้อมูลที่กรอกหูอยู่ทุกวัน

พระไพศาล อาตมาว่าขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยสองอย่าง อย่างแรกคือว่าจะต้องมีการเปิดพื้นที่ให้กับข้อมูลที่แตกต่างกัน เช่นกรณีรถแก๊ส ถ้ามีข้อมูลที่แตกต่างกันก็ควรให้เขามีโอกาสได้เสนอ โดยเฉพาะสื่อสาธารณะหรือสื่อของรัฐควรเปิดพื้นที่ให้กับข้อมูลที่แตกต่างกัน

แทนคุณ ทุกวันนี้มันก็เยอะนะครับ

พระไพศาล ใช่แต่ตอนนี้มันกลายเป็นว่า สื่อใครสื่อมัน ที่จริงควรจะมีสื่อกลางที่คนมีข้อมูลที่แตกต่างกันเอามาเสนอได้ นี่เป็นข้อที่หนึ่ง ซึ่งก็โยงไปเรื่องสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร ประการที่สองเป็นเรื่องปัจจัยภายใน ก็คือคนฟังคนรับสื่อ คนรับสื่อจะต้องมีจิตใจมั่นคงหนักแน่น อาตมาคิดว่าหลักกาลามสูตรใช้ได้ดีมาก หลักกาลามสูตรมี 10 ข้อ แบ่งได้เป็น 3 หัวข้อ อันที่หนึ่ง อย่าเชื่อเพียงเพราะคนเขาร่ำลือกัน เพราะเขาพูดสืบต่อกันมา สองอย่างเชื่อเพียงเพราะว่าแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือ แหล่งข้อมูลคือคน สถานีโทรทัศน์หรือว่าหนังสือก็ได้ หรือแม้แต่ครู แม้คนพูดจะน่าเชื่อถือก็อาจจะผิดได้ อย่าไปเชื่อเพียงเพราะแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือ และสามอย่าเชื่อเพียงเพราะมันเข้าได้กับความเห็นของเรา เช่นถ้าเราอยู่ฝ่ายเสื้อเหลืองเราก็เชื่อว่ารถแก๊สเป็นของเสื้อแดง ฝ่ายเสื้อแดงก็บอกว่าเป็นของรัฐบาล คือมันมีอคติที่พร้อมทำให้เชื่อในส่วนที่เข้ากับความคิดของเรา คนฟังต้องใช้หลักกาลามสูตร คืออย่าเชื่อเพียงเพราะใครๆพูดอย่างนั้น สองอย่าเชื่อเพียงเพราะแหล่งที่มาน่าเชื่อถือ สามอย่าเชื่อเพียงเพราะว่ามันเข้าได้กับความเชื่อของเรา

แทนคุณ เพราะมีธงตั้งอยู่แล้ว พอเข้ามาปุ๊บก็เข้าทางเลย

พระไพศาล ถ้าเราคิดว่ารัฐบาลนี้แย่อยู่แล้ว พอเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาเราก็สรุปเลยว่ารัฐบาลแย่ ถ้าเราคิดว่าเสื้อแดงแย่อยู่แล้ว พอเกิดข่าวขึ้นมาว่าเสื้อแดงแย่เราก็เชื่อทันที ถ้าเรามีหลักกาลามสูตรเราก็ต้องทักท้วงตัวเองหรือคิดเผื่อไว้ก่อนว่าอาจจะ ไม่จริงก็ได้ แล้วเราจะทำยังไง เราก็ต้องหาข้อเท็จจริง ถ้าเรายังไม่ชัดว่าจริงหรือไม่ ถ้าเราเผยแพร่ข่าวนี้เราก็จะกลายเป็นเจ้ากรมข่าวลือได้ ต้องระวังมาก เราต้องระวังอย่างไปเผยแพร่ข่าวที่ไม่แน่ใจว่าเป็นความจริงหรือไม่ ต้องอาศัยความรู้เท่าทัน ความมีสติ แล้วก็รู้เท่าทันอคติของเรา ถ้าเราทำอย่างนี้ จะช่วยลดความร้อนแรงของบ้านเมืองได้เยอะ

แทนคุณ ฟังพระอาจารย์แล้วเข้าใจสถานการณ์ได้ดีทีเดียว และมันจะทำให้กระแสการตื่นตัว ก็มองอีกมุมหนึ่งคือประชาธิปไตย คือคนมาเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญโดยปราศจากอาวุธและความสงบ ถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมและแสดงถึงการมีส่วนร่วมได้ ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ผมสงสัยคือว่าพระอาจารย์เป็นเจ้าอาวาสวัดป่า แต่สามารถเข้าใจสถานการณ์เมืองได้ดีมากทีเดียว ผมอยากจะเรียนถามด้วยความเคารพว่า พระสงฆ์กับการเมือง ควรจะมีจุดแบ่งจุดยืนที่ชัดเจนที่สมควรอย่างไร ถ้าผมไปชุมนุมและในฐานะพุทธศาสนิกชน บอกว่าเป็นไปไม่ได้ ไม่ควรไม่เหมาะแก่สมณศักดิ์ สมณสารูป บางคนบอกว่าทำได้ แต่อย่าให้โลกติเตียนมากนัก อย่าเป็นโลกวัชระ คืออย่าให้รุนแรงหรือไปประท้วง ไปทุบรถ ไปทำอะไร จุดยืนควรจะอยู่ตรงไหนที่สมดุลระหว่างทางโลกและทางธรรม

พระไพศาล จุดยืนของพระสงฆ์เป็นจุดยืนเดียวกับทางพระพุทธศาสนา คือเน้สัจจะความจริงและสันติภาพ ซึ่งรวมถึงการไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย อันนี้เป็นเรื่องของความเมตตากรุณา

แทนคุณ ขึ้นเวทีฝ่ายไหนได้ไหม

พระไพศาล ได้เมื่อเราไปเตือนสติฝ่ายนั้นว่า ใจเย็นๆ อย่าใช้ความรุนแรง ให้มีสติเข้าไว้ เราพูดได้ เหมือนกันเราไปพูดให้กับนักโทษ

แทนคุณ เชียร์อีกฝ่ายออกนอกหน้านอกตาได้ไหม

พระไพศาล ถ้าเราไปยุแยงให้เขาโกรธ ให้เขาเกลียด อันนั้นไม่ถูก ถ้าเราไปยุแยงให้เขาเกิดอคติอันนั้นไม่ถูก ถ้าเราไปพูดเพื่อให้คุณให้โทษแก่ใครด้วยอคติก็ไม่ถูก แต่เราพูดเพื่อเตือนสติเขาได้ เหมือนที่เราไปพูดกับนักโทษ เราก็ไม่เห็นด้วยกับการที่นักโทษทำอะไรตั้งหลายอย่างจนติดคุก แต่เราไปพูดเพื่อเตือนสติเขา เมื่อเราขึ้นเวที จะเป็นของเสื้อเหลืองเสื้อแดงก็ตาม ถ้าเราพูดไปเพื่อเตือนสติ อาตมาคิดว่าพูดได้ พระสงฆ์ไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ในแง่ที่ว่าไปเตือนสติผู้นำก็ได้ อย่างเช่นหลวงพ่อโต ท่านไปเตือนสติรัชกาลที่ ๔ อยู่หลายครั้ง ไปเตือนสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ก็เคย พระสงฆ์ไปเกี่ยวข้องกับการเมืองได้ถ้าเป็นการเตือนสติผู้นำผู้มีอำนาจเพื่อ ไม่ให้ลุแก่อำนาจ อันนี้ทำได้แต่ไม่ใช่ไปช่วยกระพือให้เกิดความรุนแรงหรือแตกแยกมากขึ้น ให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายมากขึ้น พระสงฆ์ยังไงต้องอยู่เหนือการเมืองในแง่ที่ไม่ไปเป็นพวกใดพวกหนึ่ง จะเรียกว่าเป็นกรรมการก็ได้ กรรมการไม่มีอคติกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่พร้อมที่จะชี้ผิดชี้โทษ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำไม่ถูก

แทนคุณ ท่าทีของชาวบ้านต่อการมีอำมาตยาธิปไตย ในความหมายที่เขาเรียกกัน คือถูกกระบวนการบางอย่างคือข้าราชการครอบงำ จริงๆ แล้วมันก็มีคุณมีโทษของมัน พระอาจารย์คิดว่าเราจะอยู่ร่วมกันได้ไหม เพราะฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าต้องเอาออกให้หมด ต้องยุบสภา เลือกตั้งใหม่คืนอำนาจ ซึ่งก็แน่นอน ก็พอจะเดาได้ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ควรจะมองข้ามไปอีกช็อตหนึ่งว่า เราอยู่ในระบบนี้มาและผมคิดว่าเป็นคุณประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่มากมาย อย่างน้อยก็เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เราควรจะมีท่าทีอย่างไรในปัจจุบันนี้ ควรจะหมายถึงคนชุมนุมนะครับ ถ้าไม่เห็นด้วยกับบางเรื่อง แต่เห็นด้วยกับบางเรื่อง เห็นด้วยกับการเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่เห็นด้วยกับการถูกครอบงำ ในระบบข้าราชการหรือไรก็แล้วแต่ ควรจะมีจุดร่วมอย่างไรดี อย่างเช่นอาจจะข้าราชการที่เป็นจำเลยหนึ่งของสังคม ที่ถูกเรียกร้องอยู่ มานั่งโต๊ะเจรจากับคนเสื้อแดง กับคนที่ไม่เห็นด้วยมาพูดคุยกัน หาทางออกร่วมกันแทนที่จะใช้การชุมนุมข้างถนนหรือว่าการประท้วง

พระไพศาล จะเรียกร้องอย่างไรก็แล้วแต่ แต่วิธีการจะต้องเป็นไปอย่างสันติ และเป็นประชาธิปไตยด้วย เราเรียกร้องประชาธิปไตย แต่วิธีการไม่เป็นประชาธิปไตยก็ไม่ถูก วิธีการไม่เป็นประชาธิปไตยก็หมายความว่า เราทนไม่ได้กับคนที่คิดไม่เหมือนเรา เราไม่ฟังคนที่คิดต่างจากเรา พยายามปิดปากไม่ให้เขาพูด ถ้าเขาพูดไม่เหมือนที่เราคิด ซึ่งตอนนี้มันเป็นแทบจะทุกวงการ คือว่าเราเรียกร้องประชาธิปไตยแต่ว่าวิธีการไม่เป็นประชาธิปไตย อย่างคานธีนี้สำคัญมาก ถือว่าวิธีการและเป้าหมายต้องไปด้วยกัน คานธีเรียกร้องเอกราช หรือสวาราชย์หรือการปกครองตนเอง การที่อินเดียจะปกครองตนเองได้ก็ต้องเริ่มที่ชุมชน จะต้องมีการปกครองตนเอง ขบวนการของคานธีคือขบวนการที่ทุกคนมีส่วนร่วม ทุกคนมีส่วนในการตัดสินใจได้ว่าจะทำอย่างไร ขบวนการของคานธีจะไม่รวมศูนย์ แต่กระจายไปทุกหนแห่ง ซึ่งทำให้กลายเป็นขบวนการแบบมหาชน หรือ mass movement แต่ที่คานธีทำได้มากกว่านั้นคือทำให้ขบวนการมีเป้าหมายเดียวกันคือสันติวิธี ซึ่งอาตมาคิดว่าสันติวิธีเป็นวิธีการที่เอื้อต่อประชาธิปไตย ถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับเรา ก็มาเถียงกัน มาโต้แย้งกันได้ แต่เราไม่ทำร้ายคุณ เราไม่ฆ่าคุณให้ตาย เพราะถ้าฆ่าคุณให้ตายแล้ววันหนึ่งเราพบตัวเราเป็นฝ่ายผิด ถึงตอนนั้นเราก็ไม่สามารถฟื้นชีวิตอีกฝ่ายหนึ่งขึ้นมาได้

แทนคุณ ผมมองเห็นถึงความเปิดกว้างของประเด็นที่พระอาจารย์ที่สะท้อนมา คือเวลาที่ทะเลาะกัน พูดคุยกันถกเถียงกันได้เต็มที่ ใครถูกใครผิด แล้วก็ไม่มีอคติเสียด้วย เราไม่ทำร้ายอีกฝั่ง หรือต้องฆ่าอีกฝั่งหนึ่งให้ตาย ทีนี้จะเกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสารความรู้ทบทวนตัวเอง ทีนี้ถ้ามองสถานการณ์ในปัจจุบัน ถ้าวันนี้ยุติการชุมนุมแล้วกลับไปตั้งเป็นกลุ่มเครือข่ายเป็นแนวร่วมในการ สร้างสรรค์ประชาธิปไตยในชุมชน และก็ติดตามเฝ้าดูการทำงานของรัฐบาล อะไรที่ไม่เห็นด้วยก็ลุกขึ้นมาต่อสู้คัดค้าน ต่อต้าน มันน่าจะเป็นสันติวิธี ทำให้พื้นที่การชุมนุมมันแคบลง แต่ว่าลงลึกไปสู่การมีส่วนร่วมมากขึ้น เป็นไปได้ไหมครับ

พระไพศาล คงได้ แต่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขโครงสร้างของสังคมด้วย เพราะว่าโครงสร้างสังคมเวลานี้ มันเป็นโครงสร้างที่รวมศูนย์ ที่นำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งกันได้ง่าย เนื่องจากตอนนี้ไม่มีการกระจายอำนาจเท่าที่ควร เกิดการเหลื่อมล้ำทางรายได้มากระหว่างคนในเมืองกับคนในชนบท

แทนคุณ อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ ใช่ไหมครับ

พระไพศาล เมื่อมีรายได้ต่างกันมาก ก็หนีไม่พ้นที่ผู้คนจะมาปะทะกัน ระหว่างคนรวยกับคนจน คนในชนบทกับคนเมือง ระหว่างเกษตรกับอุตสาหกรรม เมืองไทยตอนนี้ไม่ยอมแก้ปัญหาตรงนี้ ตรงนี้จะแก้ได้ต้องอาศัยกระบวนการทางประชาธิปไตย

แทนคุณ คือใครใคร่เกษตรก็เกษตร มันก็ทนทานอยู่ยากเพราะอุตสาหกรรมมาครอบงำเหลือเกิน

พระไพศาล อันนี้คือความไม่เป็นประชาธิปไตย ที่มันมากกว่าการไม่มีรัฐสภา คือถึงแม้เราจะมีรัฐสภาแล้วแต่ตราบใดที่อำนาจอยู่ในมือคนที่มีเงิน พอชาวบ้านประท้วงก็ถูกฆ่าถูกเก็บ อย่างเช่นการประท้วงที่บางสะพานเพราะว่ามีการสร้างโรงถลุงเหล็กกล้าขึ้นที่ประจวบฯ ชาวบ้านประท้วงยากมาก ประท้วงทีไร ถูกปราบถูกปรามทุกที ถูกลอบฆ่า อย่างนี้ก็ไม่เป็นประชาธิปไตย และถ้าเป็นอย่างนี้เรื่อยๆ ไป คนเหล่านี้ก็ต้องหันไปหาผู้นำอย่างนายกทักษิณ เพื่อหาทางโค่นล้ม สิ่งที่เรียกว่าอำมาตยาธิปไตย


แทนคุณ เป็นสัญลักษณ์ แต่ในมุมกลับกัน ผมก็ถ้าเราศึกษาดีๆ คุณทักษิณก็เป็นคนตั้งมาตรฐานของนักการเมืองที่เข้าไปครอบงำองค์กรอิสระใน แทบทุกระบบเลย ยุคนั้น กกต. ปมช. อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นฝ่ายตรวจสอบแทบทำงานไม่ได้เลย เพราะว่าถูกเข้าไปแทรกแซงครอบงำ อันนี้ก็เป็นอีกมาตรฐานหนึ่ง ที่มีนักการเมืองถึงแม้ว่าจะได้อำนาจโดยตรงจากประชาชน แต่ก็ไปแทรกแซง ไปครอบงำข้าราชการอีกทีหนึ่ง

พระไพศาล อันนี้ก็ทำให้คุณทักษิณต้องได้รับวิบากกรรม จากการที่ทำเช่นนั้น

แทนคุณ เหมือนสามก๊กไหมครับที่ประชาชนก๊กหนึ่ง นักการเมืองก๊กหนึ่ง ข้าราชการก๊กหนึ่ง คานอำนาจกันอยู่

พระไพศาล ผู้นำที่ขึ้นมาแล้ว จะไม่ทำอย่างคุณทักษิณก็ยาก เพราะว่าระบบมันเกื้อหนุนให้ต้องเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่เป็นอยู่ มันก็จะนำไปสู่ความรุนแรงไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลก็ตาม สมมุติว่าคุณทักษิณได้กลับมา อาตมาก็คิดว่าปัญหาก็เหมือนเดิมหรืออาจจะแย่กว่าเดิมก็คือว่า มันก็มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงกันมากขึ้นเรื่อยๆ

แทนคุณ เขาทุ่มเทเงินทุนทั้งหลายทั้งปวงเพื่อไปเอาใจชาวบ้านฐานรากซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ จะภาคเหนือ ภาคอีสานก็ดี เพื่อสนับสนุนให้เขาขึ้นมาเป็นรัฐบาลพรรคเดียวอีก และก็เรียกร้องกลับมาในที่สุดแล้วมันก็ยิ่งสร้างมาตรฐานที่ลงลึก แต่ใครที่จะเข้าใจแบบนี้หรือเปล่า

พระไพศาล ระบบมันเอื้อต่อนายทุน โดยเฉพาะทุนโลกาภิวัตน์ คนรากหญ้าก็จะเดือดร้อน แล้วเขาก็จะลุกขึ้นสู้อีก


แทนคุณ ถามอาจารย์ เวลาตรงนี้ ตอนนี้อธิบายให้ท่านผู้ชมที่เปิดมาดู เรากำลังหาวิธีการช่วยเหลือประเทศไทยของเราอยู่ แล้วเข้าใจว่าระบบหยั่งรากลึกไม่มาก โครงสร้างใหญ่มีความเหลื่อมล้ำโดยระบบของการปกครองโดยข้าราชการกลุ่มหนึ่ง แล้วก็มาที่นายทุนอีกกลุ่มหนึ่ง ในที่สุดแล้วมันก็ดึงประชาชนมาเป็นทาส ของกันและกัน ในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นยุคที่สำคัญอย่างยิ่ง ผมถามเจาะลึกลงไประดับจิตใจ ว่าเกิดความชิงชัง เกิดความอคติเกิดขึ้นในใจเมื่อฟังแกนนำต่างๆ เห็นทหารเห็นอะไรมา เกิดความเครียด เกิดความกลัว เกิดอคติแต่ถอนตัวไม่ได้เนื่องจากไปอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมหรือกลุ่มคนที่ ชักชวนไปสู่ความรุนแรง ทำยังไงถึงจะตั้งสติได้ เพราะเราพูดกันเยอะแล้ว มีสติ มีสติ แต่สติไม่ได้เกิดเอง ต้องมีเหตุปัจจัยให้เกิด พระอาจารย์น่าจะอธิบายกระบวนการเกิดสติได้ดีที่สุด

พระไพศาล อาตมาคิดว่าทุกฝ่ายต้องการสติ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ชุมนุม หรือว่าประชาชนทั่วไปซึ่งอาจจะไม่ได้อยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องมีสติมาก เพราะว่าตอนนี้มีแนวโน้มที่จะมองเห็นกันและกันเป็นศัตรู เจ้าหน้าที่รัฐก็มองผู้ชุมนุมเป็นศัตรู ผู้ชุมนุมก็มองเจ้าหน้าที่รัฐเป็นศัตรู ส่วนประชาชนก็แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันตามใจชอบ เห็นฝ่ายที่ตัวเองไม่ชอบเป็นศัตรู ตรงนี้มันจะทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นมา อาตมาคิดว่าจะต้องมีสติให้ได้ แต่การมีสติท่ามกลางความร้อนแรงไม่ใช่เรื่องง่าย อาตมายังยืนยันอยากจะเห็นทุกฝ่าย ผู้ชุมนุมก็ดีเจ้าหน้าที่รัฐก็ดีจะต้องพยายามตระหนักว่าถ้ามีความรุนแรงเกิด ขึ้นก็จะพังพินาศทั้งสองฝ่ายเพราะฉะนั้นผู้นำของทุกฝ่ายต้องพยายามเตือนตัว เองด้วยและผู้คนที่อยู่ในอาณัติของตัวเองด้วยว่าให้มีสติ ให้ตระหนักว่าความรุนแรงไม่สามารถที่จะนำชัยชนะที่ยั่งยืนมาได้ ความรุนแรงมีแต่จะผลักเราเข้าไปสู่วงจรอุบาทว์คือวงจรแห่งการจองเวร ซึ่งมันจะทำให้ผู้ใช้ความรุนแรงถลำลึกลงไป จนยากที่จะถอนตัวออกมาได้ อาตมาคิดว่าตอนนี้จะต้องถือศีลก่อน ก่อนที่จะมีสติ ถือศีลก่อนคือว่าหนึ่ง เราจะไม่ใช้ความรุนแรง เราจะต้องถือศีลร่วมกัน คานธีก่อนที่จะเริ่มกระบวนการจะต้องให้ทุกคนสมาทานศีล ก็คือการไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ใช้ความรุนแรงเบื้องต้นคือไม่ก่อความรุนแรงทางการกระทำ อาจจะก่อความรุนแรงทางวาจาก็ได้แต่ไม่ก่อความรุนแรงทางการกระทำ คือการทำร้ายทรัพย์สินหรือการทำร้ายผู้คน ดีกว่านั้นคือไม่ก่อความรุนแรงทางวาจา ไม่ผรุสวาท ใช้วจีสุจริต อาตมาเชื่อว่าศีลต้องมาก่อน ในยามนี้ เพราะจะให้มีสติอาจจะมีสติไม่ค่อยได้เพราะมันร้อนแรงเหลือเกิน แต่ถ้ามีศีลที่ทางพระได้ร่วมกันบิณฑบาตวันนี้ เราร่วมกันบิณฑบาตความรุนแรงก็เพราะเหตุนี้ และถ้าเรายับยั้งชั่งใจได้เพื่อไม่ให้เราทำร้ายใคร สติจะตามมา แต่ถ้าเราเผลอไปทำร้ายใครสติก็จะแตกกระเจิง ดังนั้นอาตมาคิดว่าอย่างแรกต้องมีศีล แล้วถ้ามีโอกาสอยากจะให้ทุกคนมีเวลาว่างหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ทำสมาธิมีเวลาอยู่กับตัวเอง อย่าอยู่กับเสียงที่ดังตลอดเวลา หลีกเร้นออกมาตามลมหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ วันละ๑๐ครั้งก่อนนอน และตื่นเช้าขึ้นมา อาตมาคิดว่าจะทำให้เรามีสติได้

แทนคุณ ผมถามข้อหนึ่งนะว่า คนที่ตั้งใจบิดเบือนข้อมูล ตั้งใจโกหกและสร้างเป็นบาปมวลรวมประชาชาติขึ้นคือความเข้าใจผิด พระอาจารย์คิดว่าเขาต้องรับเคราะห์กรรมอะไรหนักไหมในทางพระพุทธศาสนา ให้สติเขาหน่อย เพื่อเตือนว่าก่อนจะทำอะไร ระมัดระวังว่าอย่าเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดๆ

พระไพศาล อาตมาคิดว่าคนที่ตั้งใจเผยแพร่ข่าวลือ เขากำลังทำบาปทำกรรม และก็ต้องรับวิบาก แต่เขาคงไม่รู้หรอกว่าวิบากนั้นจะส่งผลต่อเขาอย่างไรบ้าง แต่อาตมาคิดว่าคนที่จะเผยแพร่ข่าวลือมีไม่มากเท่าไร คนที่ตกเป็นเครื่องมือของการเผยแพร่ข่าวลือนี้มีมากกว่า อาตมาคิดว่าทุกคนต้องระวังตัวอย่าตกเป็นเครื่องมือของการเผยแพร่ข่าวลือ อะไรที่เราไม่แน่ใจว่าเป็นความจริงแม้จะถูกใจเรา แต่ถ้าไม่แน่ใจว่าเป็นความจริงอย่าเพิ่งพูดเพราะว่าสุดท้ายมันจะย้อนมาก่อปัญหาให้กับเรา และไม่ใช่เราคนเดียว ประเทศชาติทั้งประเทศชาติก็อาจจะลุกเป็นไฟไปได้เพราะการเผยแพร่ข่าวลือ อาตมาคิดว่าต้องช่วยกัน

image image