หน้าหลัก | สุขแท้ด้วยปัญญา | เผชิญความตายอย่างสงบ | ฉลาดทำบุญ | ป่วน | หนังสือ | รู้จักเรา
image image
รำลึกถึง นิโคลัส เบนเนตต์
ครูผู้สอนถึงชีวิต การต่อสู้ และอหิงสธรรม
โดย พระไพศาล  วิสาโล
 
 
พระไพศาล

ย้อนหลังไปเมื่อ ๓ ทศวรรษก่อน ในช่วงที่อาตมาแทบไม่ได้เข้าห้องเรียนเลย (ตลอด ๔ ปีครึ่งในมหาวิทยาลัย มีสมุดจดคำบรรยายเพียงเล่มเดียวสำหรับทุกวิชา ที่เข้าเรียน) มีบุคคลผู้หนึ่งที่อาตมานับ ถือว่าเป็นครูได้อย่างสนิทใจ บุคคลผู้นั้นคือนิโคลัส เบนเนตต์

นิโคลัส เบนเนตต์ เป็นชาวอังกฤษมาเมืองไทยตั้งแต่ปี ๒๕๑๓ ในฐานะที่ปรึกษาของกระทรวงศึกษาธิการที่อายุเพียง ๒๘ ปี ในชั่วเวลาไม่ถึง ๒ ปี เขาได้รับ การยกย่องในหมู่นักวิชาการ  และนักศึกษาหัวก้าวหน้าว่าเป็นผู้ที่มีความคิด เฉียบคมด้านการศึกษา งานเขียนของเขาหลายชิ้นได้รับการตีพิมพ์ในวารสารของ ปัญญาชนหลายฉบับ เช่น ปาจารยสาร ศูนย์ศึกษา วิทยาสาร

ช่วงนี้เองที่อาตมาได้รู้จักนิโคลัสผ่านงานเขียนดังกล่าว โดยเข้าใจไปว่าเขาทำงานในต่างประเทศ เขาเขียนหนังสือได้น่าอ่านชัดเจน เป็นรูปธรรม และวิพากษ์วิจารณ์การศึกษาไทยอย่างตรงไปตรงมา แต่ก็เสนอทางออกที่น่าสนใจ

อาตมารู้ในเวลาต่อมาว่าเขาเป็นผู้ที่นิยมสันติวิธีและมีความรู้ในเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้มาทำงานกับเขาจนกระทั่งหลัง ๖ ตุลาฯ ตอนนั้น มีนักศึกษาประชาชนกว่าสามพันคนถูกจับด้วยข้อหาร้ายแรงจากเหตุการณ์นองเลือดที่ธรรมศาสตร์ อีกทั้งยังมีการกวาดล้างคนที่มีความคิดเห็นทางการเมือง ต่างจากรัฐบาลอีกหลายพันคนทั่วประเทศ ขณะที่อีกหลายพันหนีเข้าป่า เพื่อจับอาวุธสู้กับรัฐบาล

อาตมากับเพื่อนหลายคนทั้งพระและฆราวาสซึ่งห่วงใยในบ้านเมืองว่าจะลุกเป็นไฟหนักขึ้น จึงได้ช่วยกันฟื้นฟูกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (ซึ่งตั้งในปี ๑๙ แต่ก็เหมือนยุบไปหลัง ๖ ตุลา ฯ) โดยได้รับความสนับสนุนจากผู้ใหญ่หลายท่านทั้งในวงการศาสนาและสิทธิมนุษยชน (เช่น สังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ อ.โกศล ศรีสังข์ และอ.โคทม อารียา) ทั้งนี้โดยเน้นหนักการรณรงค์เพื่อนิรโทษกรรมนักโทษ ๖ ตุลา ฯ การปกป้องสิทธิมนุษยชน และการสมานไมตรีภายในชาติ

พี่ประชา หุตานุวัตร ซึ่งตอนนั้นบวชพระอยู่ (ขณะที่อาตมายังเป็นนักศึกษาปี ๒) รู้จักกับนิโคลัสดี ได้ชักชวนนิโคลัสให้มาเป็นกรรมการกศส.ด้วย นิโคลัส ไม่ได้เป็นกรรมการแต่ในนาม  แต่ยังเป็นพี่เลี้ยงให้กับผู้ปฏิบัติงานกศส.  ซึ่งมีอาตมาเป็นหนึ่งในนั้น   พวกเราทำงานกันเต็มเวลาก็ว่าได้โดยอาศัยบ้านพักของ นิโคลัสเป็นที่ประชุมทุกอาทิตย์ (ขณะที่สำนักงานตั้งอยู่ที่ ถ.ประมวญ) ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การติดตามสอดส่องจากเจ้าหน้าที่รัฐอย่างใกล้ชิด

ช่วงนี้เองที่อาตมาได้เรียนรู้จากนิโคลัสหลายอย่าง ทั้งในด้านชีวิตและการทำงาน นิโคลัสเป็นคนที่ฉลาดมาก จับประเด็นเร็ว คิดชัดมาก (อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์) เคยกล่าวว่าเท่าที่รู้จักคนมามากมายในเมืองไทยมีคนที่หลักแหลมจับประเด็นไวเพียง ๓ คน คือ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ท่านเจ้าคุณประยุทธ์ และนิโคลัส) แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็เป็นคนที่สุภาพ อ่อนโยน มีเมตตา แถมยังมีความกล้าอย่างมาก คนที่จะมีคุณสมบัติพร้อมทั้ง ๓ ประการ (ฉลาด สุภาพ และกล้าหาญ) อย่างเขานั้นหาน้อยมาก

นิโคลัสเป็นที่ปรึกษารัฐบาล แต่เขาไม่เคยกลัวตกงาน ความที่เคยเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสันติวิธีในอังกฤษบ้านเกิด เขาจึงเป็นเสมือนมันสมองให้กับพวกเรา ในการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นธรรมดาที่ต้องคัดง้างกับรัฐตลอด ๓ ปีที่เราทำงานภายใต้รัฐบาลเผด็จการและกึ่งเผด็จการ พวกเรามีโอกาสติดคุกตลอด เวลา เช่นเดียวกับนิโคลัสที่มีโอกาสถูกไล่ออกนอกประเทศ แต่การได้อยู่ใกล้ชิดกับนิโคลัส ทำให้พวกเรากล้าที่จะทำงานเสี่ยงคุกตะราง

นิโคลัสอายุมากกว่าอาตมา ๑๕ ปี แต่เขาปฏิบัติกับพวกเราเหมือนเพื่อนยิ่งกว่า “ผู้ใหญ่” อีกทั้งยังรับฟังความคิดของเรา และพร้อมรับคำติติง เขาจึงเป็น เสมือนครูที่ส่งเสริมให้พวกเรากล้าคิดกล้าตัดสินใจด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันมีอุบายในการกระตุ้นให้เราเอาชนะความกลัว เขาพยายามผลักดันให้เราก้าวไป ให้ไกลที่สุดจนกว่าจะถึงขีดจำกัดของตัวเอง ซึ่งทำให้พวกเราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น จะว่าไปแล้วสถานการณ์บ้านเมืองตอนนั้นก็เป็นใจ แม้ความกดดันจะมีมาก แต่มันก็ได้รีดเค้นเอาส่วนที่ดีๆ ของเราออกมามิใช่น้อย โดยเฉพาะการคิดถึงส่วนรวมมากกว่าตัวเอง พวกเราหลายคนไม่กลัวติดคุกเพราะรู้สึกว่าเล็กน้อยมาก เมื่ื่อเทียบกับสิ่งที่ผู้อื่นได้ประสบ

อีกอย่างหนึ่งที่อาตมาได้เรียนจากนิโคลัสคือ อหิงสธรรม แม้เขาจะเป็นนักยุทธวิธีด้านสันติวิธีตัวฉกาจ แต่วิถีชีวิตของเขาก็เป็นไปในทางสันติด้วย เขาใช้ชีวิต อย่างสมถะ ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความสุภาพ จริงใจ และยุติธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ เขาเป็นคนที่เห็นใจเพื่อนมนุษย์มาก (แต่ก็ไม่ใจอ่อนจนตามใจเขา)

เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้นปี ๒๒ นิโคลัสได้ย้ายไปทำงานที่ประเทศเนปาล ที่นั่นเขาได้สร้างคนรุ่นใหม่หลายคน เขาพาคนเหล่านี้ขึ้นเขาไปตาม หมู่บ้านกันดารเพื่อช่วยพัฒนาการศึกษาควบคู่กับการสร้างจิตสำนึก เขาไม่เหมือน“ผู้เชี่ยวชาญชาวตะวันตก”ทั่วไป เพราะเขาไม่ชอบนั่งวางแผนในห้องแอร์ แต่จะต้องลงพื้นที่และไปอยู่กินกับชาวบ้าน เขาเป็นคนที่อดทนและแข็งแรง สามารถเดินข้ามเขาเป็นลูกๆ เป็นเวลาหลายวัน พร้อมกับพาเจ้าหน้าที่พื้นเมือง ไปด้วย ทราบว่าหลายคนต่อมาได้เป็นแกนนำในขบวนการต่อต้านรัฐบาลเนปาล

นิโคลัสย้ายไปทำงานให้กับธนาคารโลก แต่เป็นเสมือน“ขบถ”ที่นั่น เพราะไม่ชอบอยู่วอชิงตัน แต่ลงไปทำงานในอาฟริกาหลายประเทศ และใช้ชีวิตแบบติดดิน ชนิดหัวหกตีนขวิดอยู่หลายปี จนกระทั่งเริ่มมีอาการเจ็บป่วยทางประสาทกล้ามเนื้อที่เป็นกรรมพันธุ์ พี่ชายเขาตายด้วยโรคนี้หลัง จากล้มป่วยไม่นาน แต่นิโคลัสได้ประคองรักษาตัวจนสามารถอยู่ได้นานเกือบ ๑๐ ปี

นิโคลัสเป็นคนที่ถือพุทธ เป็นผู้หนึ่งที่ทำให้อาตมาศรัทธามั่นคงในพระศาสนาและภูมิปัญญาตะวันออก รวมทั้งสันติวิธี ภรรยาของเขาคือมองตาเน็ตก็เป็นครู โยคะของอาตมาตั้งแต่ปี ๑๘

แม้เขาไม่ค่อยสนใจประเพณีพิธีกรรมและการภาวนาในรูปแบบ แต่เขาก็เป็นชาวพุทธที่แท้ที่มั่นคงในหลักการ เขาเตรียมพร้อมรับมือความตายอยู่ทุกขณะ เขามีอาการหนักจนโคม่าเมื่อ วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ และสิ้นลมเมื่อตี ๒ ของวันถัดมา

ในหนังสือเรื่อง “สร้างสันติด้วยมือเรา” ที่อาตมาเขียนตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ ได้เขียนคำอุทิศว่า “แด่ นิโคลัส เบนเนตต์ ครูผู้สอนถึงชีวิต การต่อสู้ และอหิงสธรรม” แม้จนวันนี้อาตมาก็ยังซาบซึ้งในบุญคุณของครูผู้นี้ และจะระลึกถึงตราบชีวิตจะหาไม่

 
image image