Error message

Deprecated function: The each() function is deprecated. This message will be suppressed on further calls in menu_set_active_trail() (line 2385 of /home/budnetorg/domains/budnet.org/public_html/sunset/includes/menu.inc).

บทพิจารณา “ตายก่อนตาย”

-A +A

          ขอให้น้อมใจสงบด้วยการตามลมหายใจเข้าและออก

          ให้เรานึกภาพดอกไม้ ที่งดงามเบ่งบาน นึกต่อไปอีกว่าดอกไม้ดอกนั้นค่อย ๆ โรย   กลีบร่วงลงทีละกลีบ ส่วนที่ยังอยู่ก็เหี่ยวแห้ง สีที่เคยสวยก็ค่อย ๆ หมองคล้ำ

          นึกภาพจนกระทั่งเห็นดอกไม้เฉาลงในที่สุด

          นึกถึงทิวทัศน์อันงดงามยามอรุณรุ่ง ดวงอาทิตย์เพิ่งพ้นขอบฟ้า นึกถึงสถานที่เดียวกันนั้นในยามบ่าย แดดร้อนแรง อาทิตย์อยู่กลางฟ้า วันเวลาเคลื่อนคล้อยไปเรื่อย ๆ จนตกเย็น    อาทิตย์คล้อยต่ำลงเป็นลำดับ จนลับขอบฟ้า เหลือแต่ความมืดมิด

          น้อมภาพเหล่านี้เข้ามาใส่ตัวเรา ว่าชีวิตของเราก็เหมือนกับดอกไม้ที่สักวันหนึ่งก็ต้องร่วงโรยเหี่ยวเฉา   เช่นเดียวกับอาทิตย์ที่ลับขอบฟ้า ไม่นานเราก็ต้องลาจากโลกนี้ไป

          สักวันหนึ่งเราต้องจากโลกนี้ไป ไม่มีใครรู้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่

          อาจจะเป็นปีหน้า เดือนหน้า หรือพรุ่งนี้ก็ได้

          ขอให้ทุกคนนึกในใจว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะอยู่ในโลกนี้

          ไม่มีพรุ่งนี้สำหรับเราอีกต่อไป

          ให้นึกไว้ในใจว่า อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ทุกชีวิตและทุกผู้คนที่เราคุ้นเคย ที่เราเคยพบปะ ที่เราเคยหยอกเย้าแย้มยิ้ม คนเหล่านี้เราจะไม่มีโอกาสได้พบอีกต่อไป ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว

          นึกถึงใบหน้าของพ่อแม่ ลูกหลาน ญาติพี่น้องที่เคยพบเห็นทุกวี่ทุกวัน เรากำลังจะจากเขาไปในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

          นึกถึงใบหน้าของคู่ครองคนรัก วันเวลาที่จะต้องจากเขา ใกล้มาทุกขณะแล้ว

          นึกถึงมิตรสหายที่เราคุ้นเคย อีกไม่นานเราจะไม่มีวันได้พบเขาอีกแล้ว

          นึกถึงภาพเหตุการณ์เมึ่อเช้า

          เราได้พบเจอใครบ้าง ได้ทำอะไรบ้าง

          นึกถึงช่วงเวลาบนโต๊ะอาหารเมื่อเช้านี้

          นึกถึงชวงเวลาที่ส่งลูกไปโรงเรียน

          นึกถึงเพื่อนฝูงที่พบเจอในห้องประชุม

          “ พอคะ แม่ขา หนูรักพ่อกับแม่นะคะ

          ต่อไปนี้ หนูคงไม่มีโอกาสได้ดูแลพ่อกับอีกแล้ว

          ลูกจ๋า คนดีของพ่อ ดวงใจของแม่

          เป็นเด็กดีนะลูก

          พ่อแม่คงไปรับลูกที่โรงเรียนไม่ได้อีกแล้ว ”

          นึกถึงทรัพย์สมบัติ สิ่งของที่เราหามาด้วยความเหนื่อยยาก บ้าน รถยนต์ เครื่องประดับ เงินทอง ของหวงของรักทั้งหลาย เรากำลังจะสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างไป

          นึกถึงงานการทั้งหลายที่เรารักและทุ่มเทมาตลอด ไม่ว่าจะมีค่าปานใด เราจะไม่มีโอกาสได้ทำอีกต่อไป งานทั้งหลายที่คั่งค้างไม่แล้วจบ เราจะไม่มีวันได้สะสางอีกแล้ว

          อีกไม่นาน โลกที่เราคุ้นเคยมาตลอดชีวิต จะหายวับไปอย่างสิ้นเชิง ไม่เหลือแม้แต่น้อย

          ที่สำคัญก็คือ ชีวิตของเราทั้งชีวิต กำลังจะสูญสิ้นไปในอีกไม่กี่ชั่วโมง

          ทีนี้ลองกลับมาสำรวจดูความรู้สึกของเราในขณะนี้

          ความรู้สึกในขณะนี้เป็นอย่างไร ?

          เรารู้สึกกลัวหรือไม่ ?

          ลองพิจารณาความกลัวดู ค่อย ๆ สัมผัสรับรู้ความกลัวนั้น

          ความกลัวอยู่ที่ตรงไหน ?

          เรากลัวอะไร ?

          ลองสัมผัสรับรู้ความกลัวเหล่านี้ด้วยใจสงบ

          มีความกังวลหนักใจเกิดขึ้นหรือไม่ ?

          อะไรที่เรารู้สึกตัดใจลำบากที่สุด

          พ่อแม่ ? คนรัก ? ลูกหลาน ? มิตรสหาย ? ทรัพย์สมบัติ ? งานการ ?

          ขอให้เราตั้งสติและพิจารณาในใจว่า

          ทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่เรามีนั้น มันเป็นของเราจริงหรือ ?

          เราเอามันไปด้วยได้หรือไม่

          สิ่งเหล่านี้เพียงแต่มาอยู่ในความดูแลรักษาของเราชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น

          บัดนี้ถึงเวลาที่เราจะมอบให้คนอื่นดูแลและใช้ประโยชน์ต่อไป

          ส่วนงานการทั้งปวง เราก็ได้ทำมามากแล้ว

          บัดนี้ได้เวลาเลิกงานแล้ว ถึงเวลาที่เราจะต้องวางมือ

          และให้คนอื่นรับไปทำต่อไป

          เราได้ฝากงานไว้กับโลกมามากพอแล้ว

          งานทั้งหลายได้กลายเป็นของโลกไปแล้ว ไม่ใช่ของเรา

          ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องห่วงกังวลอีกต่อไป

          พ่อแม่ ลูกหลาน ญาติพี่น้อง และคนรักทั้งหลาย

          เรามีบุญวาสนามาอยู่กับเขาได้นานพอสมควรแล้ว

          หน้าที่ที่สมควรทำ เราก็ได้ทำมามากพอแล้ว

          บัดนี้ได้เวลาที่เราจะต้องลาจากไป

          ขอให้มั่นใจว่าเขาจะอยู่ต่อไปได้โดยไม่มีเรา

          เราเคยลาจากเขาเหล่านี้มาก่อนแล้ว

          ครั้งนี้เราเพียงแต่ลาจากไปนานกว่าครั้งก่อน ๆ เท่านั้น

          อีกไม่นานเราก็จะละร่างนี้ไป

          ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา เราเพียงแต่หยิบยืมมาจากธรรมชาติ

          ร่างนี้เราได้มาเปล่า ๆ จากท้องแม่ บัดนี้ถึงเวลาที่จะคืนให้แก่ธรรมชาติไป

          ได้เวลาแล้วที่ร่างนี้จะคืนสู่ดิน น้ำ ลม ไฟ ในธรรมชาติ

          บัดนี้ถึงเวลาที่เราจะปลดเปลื้องสิ่งหมักหมมจิต

          ความรู้สึกผิดติดค้างใจ

          ความเศร้าเสียใจที่ได้กระทำผิดต่อผู้อื่น

          อย่าปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านี้กดถ่วงหน่วงทับใจอีกเลย

          ไม่สายเกินไปที่จะขออภัย ณ บัดนี้

          ขออภัยต่อทุกคนที่เราได้เคยล่วงเกิน หมางเมิน และเบียดเบียน

          ขอเราทั้งหลายอย่าได้มีเวรต่อกันอีกเลย

          หากเรามีความคับแค้นใจ รู้สึกไม่ดีต่อใครบางคน

          อย่าปล่อยให้อกุศลจิตนี้กัดกินใจเราอีกเลย

          ขอจงให้อภัยเขาเหล่านั้น

          อโหสิทุกคนที่เคยทำความทุกข์แก่เรา

          ปลดเปลื้องใจเราให้เป็นอิสระจากความเคียดแค้นชิงชัง

          ขอให้เราทั้งหลายจงเป็นสุข ๆ เถิด

          ท้ายที่สุดนี้ ให้ละวางทุกอย่างที่เคยถือเป็นของเรา ละวางแม้กระทั่งตัวตน หรือความรู้สึกว่าตัวฉัน

          แท้จริงแล้ว ไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลยแม้แต่น้อย

          แม้กระทั่งตัวตนที่นึกว่าเป็นของเรา ก็มิใช่ของเราจริง ๆ

          ให้ละวางความยึดถือในตัวตน อย่าไปนึกหรือคาดหวังว่าตัวตนจะไปเกิดเป็นอะไร

          ให้ระลึกในใจว่า ไม่ว่าจะไปเกิดเป็นอะไร ก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น

          ไม่มีอะไรที่น่าเอา น่าเป็น

          ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่น

          ปล่อยวางทุกสิ่ง ไม่ว่าอดีตหรืออนาคต

          น้อมจิตสู่ความสงบ สู่ความว่าง สู่ความดับเย็นอย่างสิ้นเชิง

 >> คลิกฟังไฟล์เสียง <<

ที่มา:

บุคคลสำคัญ: