ทบทวนเพื่อเท่าทัน

วิชิต เปานิล 19 กรกฎาคม 2005

ในสังคมที่เน้นคุณค่าของเงิน การครอบครองทรัพย์สิน และแข่งขันกันใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขสนุกสนาน ได้สร้างความจริงเกี่ยวกับโลกและชีวิตขึ้นมาชุดหนึ่งให้กับคนในสังคมนั้นยอมรับร่วมกัน

แม้ความจริงที่สร้างขึ้นใหม่นั้นอาจจะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงตามธรรมชาติเท่าใดนัก แต่ด้วยเทคนิคการสร้างความจริงที่เยี่ยมยอดของคนยุคนี้ ก็อาจทำให้ความจริง (ปลอมๆ) ที่สร้างขึ้นนี้ดูเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาได้มากกว่าสิ่งที่เป็นจริงตามธรรมชาติเสียอีก

ความจริงที่โฉบเฉี่ยววูบวาบมากที่สุดอย่างหนึ่งเห็นจะเป็นเรื่องของแฟชั่นการแต่งเนื้อแต่งตัว เสื้อผ้าเครื่องประดับ ที่ดูเทอะทะ น่าเกลียด หรือรกหูรกตาน่ารำคาญ สามารถถูกสร้างให้กลายเป็นความหรูเลิศอลังการมีระดับขึ้นมาชั่วพริบตาได้ เพียงผ่านการติดยี่ห้อชื่อดัง ตั้งราคาแพงๆ มีดารา หรือไฮโซใส่ แต่พอเวลาผ่านไปไม่กี่เดือน สิ่งเดียวกันนั้นเองก็กลายเป็นความเชย ล้าสมัย ไร้ระดับไปได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน

ความจริงที่ถูกสร้างขึ้นนี้บางเรื่องก็ละเอียดอ่อนฝังลึกและคงทนมาก จนคนคิดไม่ถึงว่าจะเป็นเรื่องที่สังคมสร้างขึ้นมา อย่างเช่นเรื่องมูลค่าของเงินและทองคำที่คนตั้งแต่อดีตมาจนปัจจุบันยอมรับ หลงใหล จนต้องโกรธเคืองเข่นฆ่าแย่งชิงกันเพื่อให้ได้มาครอบครอง

ในขณะเดียวกันความจริงตามธรรมชาติที่มีคุณค่าในตัวเอง ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอยู่กับระบบคุณค่าที่สังคมสร้างขึ้น ก็อาจถูกละเลยจนแทบไม่เห็นคุณค่าใดๆ หลงเหลืออยู่เลย

อย่างเช่นน้ำสะอาด อากาศที่เราหายใจ ช่วยให้เรามีชีวิตอยู่ได้ ร่างกายเราแข็งแรง ปรอดโปร่ง แทบจะไม่มีคุณค่าราคาใดๆ เลย แม้แต่ชาวบ้านในชนบทที่มีน้ำฝนสะอาด อากาศสดชื่นอยู่รอบตัว ก็ไม่ได้รับรู้ว่าตัวเองโชคดีที่มีทรัพย์สมบัติที่มีค่าอยู่ใกล้ๆ ตัว มิหนำซ้ำยังแอบอิจฉาคนที่ดื่มน้ำขวด น้ำกรอง อยู่ในห้องแอร์ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันไปเสียอีก

ร่างกายที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ก็เป็นสมบัติที่มีค่าที่สุดชิ้นหนึ่งของคนเรา แต่เรากลับไม่ได้สนใจให้คุณค่าหรือความสำคัญเท่ากับหน้าตาที่สวยงามหล่อเหลา เราทุ่มเทเงินทอง เสียเวลาไปมากกับรูปร่างหน้าตาเพื่อให้เรามีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาสวยงาม (ซึ่งก็ถูกสังคมสร้างความจริงหลอกอีกเช่นกัน ว่าต้องรูปร่างแบบใดจึงจะเรียกว่าสวย)

ในขณะที่สุขภาพของเราเอง ไม่จำเป็นต้องเสียเงินทองมากมาย เพียงแต่เลือกใช้ชีวิตให้สมดุล กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายให้เหมาะสม และพักผ่อนให้เพียงพอก็พอ (ที่ไม่จำเป็นต้องแพง) ก็ช่วยให้สุขภาพดีได้แล้ว แต่ดูเหมือนว่าเราก็ทำไม่ค่อยได้กันนัก

แม้เมื่อเจ็บป่วยหรือพิการขึ้นมาแล้ว หลายคนก็ยังไม่ตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตและร่างกายนี้ ต่อเมื่อวาระสุดท้ายความตายรออยู่เบื้องหน้าจึงค่อยเห็นถึงคุณค่าของชีวิต

เมื่อถึงเวลานั้นคนส่วนใหญ่มักทำได้เพียงร้องไห้ฟูมฟายหาทางหนีความตายกันอย่างสุดฤทธิ์ต่อไป ไม่ว่าจะเสียเงินทองเท่าไรก็ตาม

สำหรับผู้ที่ฉุกคิดได้ ก็น่าเสียดายที่ช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนจะจบชีวิตนั้น ร่างกายอาจเจ็บปวดหรืออ่อนล้าเกินไปกว่าที่จะใช้ฝึกฝนพัฒนาไปสู่ความสงบปล่อยวาง

เรื่องของการพัฒนาจิตอบรมใจไม่ใช่เรื่องทางวัตถุที่จะหายามากินมาฉีด ให้เกิดผลใน 5 นาที แต่เป็นเรื่องที่อยู่ในอีกมิติหนึ่งที่ระบบคุณค่าของสังคมที่เน้นเงินหรือวัตถุนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญ

หลายคนไม่ตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตและร่างกายนี้ ต่อเมื่อวาระสุดท้ายความตายรออยู่เบื้องหน้าจึงค่อยเห็นถึงคุณค่าของชีวิต

หลายคนอาจดีใจที่ขณะนี้วงการแพทย์มียาที่ช่วยให้คนไข้ที่เจ็บปวดทรมาน สามารถจบชีวิตไปได้อย่างสงบ

แต่นั่นก็เป็นเพียงความสงบทางกาย ที่ยาสามารถทำให้กล้ามเนื้อทุกมัดผ่อนกลายไม่หดเกร็ง หรือไปกดประสาทความรู้สึกรับรู้ให้ดูเหมือนสงบหลับไป

แต่ความกลัวตาย กลัวการพลัดพราก ความเคียดแค้น ชิงชังที่มีอยู่ในจิตใจ ยังไม่มียาตัวใดที่จะไปลบล้างออกไปได้

เช่นเดียวกับความสงบนิ่งของจิต ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสติและความรู้ตัวก็ไม่มียาใดที่ใส่เข้าไปเติมเต็มได้ (แต่ยาหลายตัว เช่น ยาแก้ปวด ยาสงบประสาท กลับไปลดทอนสติสัมปชัญญะได้อย่างรวดเร็ว)

ตอนนี้ ขณะที่ร่างกายจิตใจของเรายังพอเข้มแข็งมีแรงอยู่นี้ ยามที่อารมณ์ปลอดโปร่ง อยากเชิญชวนให้ลองมาทบทวนถึงความจริงแท้ ความจริงเทียมในชีวิตของเราสักนิด

อย่างน้อยอาจช่วยให้เราหยุด แล้วค่อยๆ หันมาจัดลำดับความสำคัญเรื่องราวที่โถมเข้าใส่ชีวิตเราอย่างไม่ลืมหูลืมตาขณะนี้ เผื่อเราจะเท่าทันกับชีวิตและสงบผ่อนคลายลงได้บ้าง


ภาพประกอบ