ถามทางโลก ตอบทางธรรม (มกราคม 2569)

เครือข่ายพุทธิกา 23 มกราคม 2026

1. ที่บ้านโยมมีปัญหา พอเริ่มต้นคุยเรื่องการเมือง มักคุยกันไม่ได้ แบ่งแยกออกมาเป็นหลายฝ่าย เริ่มต้นคุยทีไรทะเลาะกันทุกที ผู้ใหญ่ก็บอกอาบน้ำร้อนมาก่อน เห็นปัญหามาก และรู้ดี ฝ่ายที่อายุน้อย ก็บอกว่า ทำไมไม่ยอมฟังความคิดเห็นกันบ้าง น่าจะเปิดใจยอมรับความคิดเห็น รับรู้อะไรใหม่ๆ (และพูดเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย) ไม่งั้นแล้วจะพัฒนากันยังไง จนบรรยากาศในบ้านอึมครึม โยมก็จนปัญญา ไม่รู้จะสื่อสารกันยังไง

มีหลายเรื่องในชีวิตที่คนเรามักจะเห็นต่างกัน ยากที่จะเห็นตรงกันได้ เช่น ศาสนา กับ การเมือง แต่แม้จะเห็นไม่ตรงกัน เราก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ เพราะมีสิ่งอื่นที่สำคัญกว่าสำหรับชีวิตของเรา เช่น ความสัมพันธ์ต่อกันในฐานะพ่อแม่-ลูก และในฐานะเพื่อน ในเมื่อคุณกับผู้ใหญ่ที่บ้านมีความเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน ก็ไม่เห็นเป็นไร ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน หรือพยายามโน้มน้าวให้คิดตรงกับคุณก็ได้ ขอเพียงแต่มีความเมตตาและจริงใจต่อกัน เท่านี้ก็พอแล้ว

เพราะฉะนั้นหากผู้ใหญ่ที่บ้านของคุณมีความเห็นทางการเมืองต่างจากคุณ และไม่เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคุณ ก็อย่าไปคะยั้นคะยอหรือกดดันให้ท่านเปิดใจฟังความเห็นของคุณ ควรลดความคาดหวังว่าท่านกับคุณจะต้องเห็นตรงกัน ขณะเดียวกันก็ขอให้คุณมองในมุมของท่านบ้างว่า ท่านก็คงคิดเหมือนกับคุณว่า ทำไมคุณไม่เปิดใจฟังความเห็นของท่านบ้าง ท่านก็คงมีความรู้สึกไม่สบายใจที่ไม่รู้จะสื่อสารกับคุณอย่างไร

ถ้าหากคุณเห็นว่าความสัมพันธ์ต่อกันเป็นสิ่งทีสำคัญต่อชีวิต และหากเห็นว่าความเห็นทางการเมืองที่ต่างกันสามารถจะทำให้เกิดความขัดแย้งจนมีผลบั่นทอนความสัมพันธ์ จะดีกว่าไหมถ้าคุณจะยอมรับว่าความเห็นต่างทางการเมืองเป็นเรื่องธรรมดา และไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ชนิดที่ต้องทุ่มเททุกอย่าง หรือพร้อมเสี่ยงทุกอย่าง เพื่อให้คนอื่นมีความเห็นเหมือนคุณ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่คุณกับผู้ใหญ่ในบ้านจะต้องเห็นตรงกันก็ได้ วางใจอย่างที่ฝรั่งเรียกว่า agree to disagree คือ ยอมรับที่จะเห็นไม่ตรงกัน

พึงตระหนักว่า ศาสนากับการเมือง เป็นประเด็นที่มีอารมณ์ความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวพันมาก เพียงแค่เห็นต่างกันนิดหน่อย ก็สามารถก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท ถึงขั้นผิดใจกันได้แม้กระทั่งในหมู่คนที่เคยสนิทสนมกัน อาจทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวหรือมิตรภาพร้าวฉานได้ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังในการสนทนากัน ทางที่ดีไม่ต้องพูดถึงเลยจะดีกว่า ดังมีคำแนะนำว่าในหมู่เพื่อนฝูงและคนรู้จักว่า สองเรื่องที่ไม่ควรพูดคุยกัน คือเรื่องศาสนากับการเมือง


2. กรณีที่ชาวบ้านเห็นพระธุดงค์เดินผ่านมาขอบิณฑบาตอาหาร แต่ไม่มีอาหารให้ เลยไปเชือดไก่ที่เลี้ยงไว้มาทำกับข้าวให้พระ แบบนี้ตกลงได้บุญหรือบาปคะ?

การถวายอาหารให้พระเป็นบุญ ส่วนการฆ่าไก่นั้น (ไม่ว่าไก่เลี้ยงหรือไก่ซื้อ)เป็นบาป ผิดศีลข้อที่ ๑ เมื่อชั่งน้ำหนักแล้ว บาปมากกว่าบุญ จึงไม่ควรทำ

ขณะเดียวกัน พระที่ฉันไก่ดังกล่าว หากรู้หรือได้ยินหรือสงสัยว่าไก่ตัวนั้นถูกฆ่าเพื่อเจาะจงเอามาเป็นอาหารถวายท่านโดยตรง ถ้าท่านฉัน ก็เป็นอาบัติ (แต่ถ้าไม่รู้ไม่เห็นไม่สงสัย ฉันแล้วก็ไม่เป็นอาบัติ) ถ้าท่านเป็นพระที่เคร่งวินัย หากรู้ เห็น หรือสงสัยขึ้นมาว่ามีการฆ่าไก่เพื่อเจาะจงมาเป็นอาหารถวายท่าน ท่านก็ย่อมไม่ฉัน กลายเป็นว่าไก่ตัวนั้นถูกฆ่าโดยไม่สมประสงค์ของชาวบ้านผู้นั้น

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว จึงไม่ควรทำบุญด้วยการฆ่าสัตว์เพื่อทำกับข้าวถวายท่านเลย


3. พ่อบ้านมีอาชีพจับปลา เป็นคนแล่เนื้อสัตว์ เค้าต้องทำผิดศีลข้อ 1 แต่เป็นการทำเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ต้องทำเพราะเป็นอาชีพ แล้วการกระทำของเขาก็ทำให้ผู้อื่นได้รับผลดีคือได้รับอาหาร แบบนี้เราจะช่วยเค้าไถ่บาปยังไงดีคะ แล้วการที่เรากินเนื้อสัตว์ ถือว่าเราทำผิดศีลข้อ 1 หรือสนับสนุนให้มีการทำผิดศีลข้อ 1 หรือเปล่าคะ เราจะแก้ไขยังไงดีคะจะได้ไม่ผิดศีล ขอบคุณค่ะ

การไถ่บาปให้ผู้อื่น ไม่มีในคำสอนของพุทธศาสนา ทางที่ดีคือโน้มน้าวให้เขาเลิกอาชีพนี้ หรือฆ่าสัตว์ให้น้อยลง ถ้าทำได้ คุณควรแนะนำให้เขามีอาชีพอื่น หรือหาอาชีพอื่นมาให้เขาทำแทน จริงอยู่การจับปลา แล่เนื้อสัตว์ ทำให้มีรายได้ เป็นอาชีพที่สุจริต แต่ถึงอย่างไรการฆ่าสัตว์ก็เป็นบาป ถ้าเลี่ยงได้ควรจะเลี่ยง

หากเขายังเลิกไม่ได้ในเร็ววัน มีวิธีหนึ่งที่ช่วยให้หนักกลายเป็นเบาได้ คือ ไถ่ชีวิตสัตว์ หรือช่วยให้สัตว์(ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก)รอดพ้นจากความตาย (แต่ไม่ควรซื้อปลาที่ขายหน้าวัดไปปล่อย เพราะจะกลายเป็นการสนับสนุนให้มีการจับปลาไปขายหน้าวัด) บุญที่ทำอาจช่วยให้วิบากที่เกิดขึ้นจากการจับปลาแล่เนื้อสัตว์ เบาบางลงได้

ส่วนการกินเนื้อสัตว์นั้น ไม่ถือว่าผิดศีลข้อที่ ๑ และตราบใดที่ไม่ได้ชักชวนร้องขอให้ฆ่าสัตว์ ก็ไม่ถือว่าสนับสนุนให้มีการผิดศีลข้อที่ ๑