ถามทางโลก ตอบทางธรรม (กุมภาพันธ์ 2569)

เครือข่ายพุทธิกา 26 กุมภาพันธ์ 2026

1. โยม กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ ซึ่งก็เข้าใจได้ว่ามันก็ต้องเป็นเช่นนั่นแล คนที่ทำงานได้ดี ก็ต้องได้รับมอบหมายงานที่ยาก ที่มาก ที่หนัก เป็นสัจธรรม เป็นเช่นนั่นแล….  แต่มันก็บั่นทอนจิตใจ มีความคิดลบผุดขึ้นมาว่า ถ้างั้นเราก็ไม่ต้องทุ่มเทมาก ทำงานชิลๆ สบายๆ ก็จะได้ไม่ต้องทำงานหนัก…เปรียบดังว่า ทำดีไปก็เท่านั้น ทำดีไปก็เหนื่อย ทำชั่วบ้าง เทาๆ บ้าง ชีวิตไม่หนัก ชีวิตสบายๆ

ตอนนี้ โยมหมดกำลังใจที่จะทำงานให้ดี และมีความโกรธเคืองหัวหน้าที่ไม่มีความยุติธรรม ใครทำงานได้ก็ป้อนงานให้ และเมื่อองค์กรมีการเปลี่ยนแปลงก็ถูกมอบหมายให้ทำงานที่หนักและยากมากที่สุดในแผนก แบ่งงานให้ทำแบบที่หนักอยู่คนเดียว ส่วนคนที่ทำงานเรื่อยๆ ชิลๆ ทำงานขอไปที เวลาเจอปัญหาก็ไม่ได้พยายามจะแก้ปัญหาด้วยตัวเองก็ได้รับมอบหมายงานที่เบากว่า  โยมไม่ได้หวังจะได้เงินเดือนหรือรางวัล หรือการเลื่อนตำแหน่ง แต่มันรู้สึกขุ่นเคืองหัวหน้า ว่าเขาไม่แฟร์ … อยากได้รับคำสอนการวางใจอย่างไรไม่ให้ทุกข์ และจะทำงานอย่างไรต่อไปเจ้าค่ะ (ตอนนี้มีความคิดอยากลาออก และเริ่มจะหางานใหม่แล้วเจ้าค่ะ)… กราบนมัสการค่ะ 🙏🏻🙏🏻🙏🏻

ดูเหมือนความทุกข์ของคุณเกิดจาก ๑) การทำงานที่หนักและยากที่สุดในแผนก  ๒) ความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม รวมทั้งความโกรธเคืองหัวหน้าที่ไม่ยุติธรรม และความไม่พอใจที่คนอื่นในแผนกทำงานน้อยกว่าคุณ

ลำพังการทำงานหนักก็ทำให้คุณเหนื่อยทั้งกายและใจอยู่แล้ว  แต่ที่ซ้ำเติมคุณให้คุณทุกข์หนักขึ้นคือ ความไม่พอใจหัวหน้า (รวมทั้งคนอื่นในแผนกที่ทำงานน้อยกว่าคุณ) หากคุณอยากทำงานให้ทุกข์น้อยลง ก็ไม่ควรปล่อยให้ความรู้สึกดังกล่าวรบกวนจิตใจคุณขณะทำงาน เพราะเป็นการซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้หนักขึ้น หัวหน้าคุณทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง นั่นเป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไข แต่อย่างน้อยคุณควรดูแลใจของตัวเองไม่ให้ทุกข์เพราะความคิดดังกล่าว คุณอาจจัดการกับหัวหน้าคุณให้ทำสิ่งที่ถูกต้องไม่ได้ แต่คุณสามารถดูแลรักษาใจของคุณให้ถูกต้องได้ ด้วยการไม่ซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้ตัวเอง  จริงอยู่ความรู้สึกนึกคิดดังกล่าว บ่อยครั้งเกิดขึ้นโดยห้ามไม่ได้ แต่คุณสามารถรักษาใจไม่ให้ความรู้สึกนึกคิดดังกล่าวครอบงำจิตใจคุณได้  อย่าลืมว่าไม่มีใครหรืออะไรทำร้ายจิตใจคุณได้หากคุณไม่ยินยอม

สำหรับหัวหน้าที่คุณเห็นว่าไม่มีความเป็นธรรมต่อคุณ  คุณควรหาโอกาสบอกเขาหรือส่งสัญญาณให้เขารู้ว่า คุณรู้สึกอย่างไรที่ต้องทำงานหนักและยากที่สุดในแผนก ขณะที่คนอื่นทำงานแบบสบาย ๆ  คุณอาจบอกเขาว่าคุณไม่ไหวแล้วหากจะต้องรับภาระเช่นนี้ต่อไปอีก  ยิ่งคุณคิดจะลาออกอยู่แล้ว ก็ยิ่งควรบอกให้เขารู้ เพื่อเขาจะได้ปรับปรุงพฤติกรรมของตน ไม่สร้างปัญหาให้แก่ลูกน้องคนอื่นต่อไป

สำหรับความทุกข์จากการทำงานหนัก อาตมาอยากเสนอแนะว่า หากคุณอยากลดความทุกข์ประเภทนี้ ควรพยายามหาความสุขจากงานที่กำลังทำอยู่ ความสุขจะเกิดขึ้นได้จากการมีใจรักงาน (ฉันทะ) และเห็นคุณค่าของงาน  ถ้าคุณรักงานนั้น เห็นคุณค่าของงานที่กำลังทำอยู่ คุณจะมีความสุขจากงานนั้นได้ไม่ยาก การทำงานหนักกว่าคนอื่น จะไม่ใช่ปัญหาของคุณอีกต่อไป  เหมือนกับคนที่ชอบวิ่ง  เขาจะไม่บ่นเลยที่คนอื่นซ้อมน้อยกว่าเขา หรือขยันน้อยกว่าเขา  ใครจะขี้เกียจซ้อม ก็เป็นเรื่องของเขา แต่เขามีความสุขที่ได้ซ้อมและได้วิ่ง แม้จะเหนื่อยก็ตาม เพราะเขารักการวิ่ง

อาตมาไม่ทราบว่าคุณทำงานอะไร  ถ้าคุณทำงานในองค์กรที่ทำกิจการสาธารณประโยชน์  คุณควรมองว่าการทำงานของคุณเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างไร  ลองคิดว่าคุณไม่ได้ทำงานให้หัวหน้าคนนั้น แต่คุณกำลังทำเพื่อองค์กร และเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม  หากมองเช่นนี้ได้ การทำงานหนักของคุณจะไม่เป็นการเปล่าประโยชน์เลย ยิ่งคุณทำงานมากเท่าไหร่ ก็เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากเท่านั้น  ถ้ามองในแง่นี้บ้าง คุณจะยิ่งเห็นคุณค่าของงานที่ทำ และมีความสุขที่ได้ทำงานนั้นมากขึ้น  ความสุขและความภาคภูมิใจในงานคือรางวัลอันทรงคุณค่าที่คุณได้รับ  แม้จะไม่ได้เลื่อนเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง หรือเลื่อนขั้นก็ตาม


2. จริงไหมคะ ถ้าสวดมนต์ตามในหนังสือ จะช่วยให้หลุดหรือลดกรรมได้ พระอาจารย์มีคำแนะนำเรื่องการลดกรรมไหมคะ? ขอบคุณค่ะ

การสวดมนต์แล้วจะทำให้หลุดหรือลดกรรมได้ ไม่ใช่คำสอนของพุทธศาสนา  พระพุทธเจ้าตรัสว่า เราทำกรรมใดไว้ เราจักต้องรับผลของกรรมนั้น ไม่ว่ากรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม  อย่างไรก็ตาม หากคุณพลั้งเผลอทำกรรมที่ไม่ดี สิ่งหนึ่งที่คุณทำได้เพื่อบรรเทาผลของกรรมนั้น ก็คือ การทำกรรมดีชนิดตรงข้ามของกรรมนั้น (เช่น เคยฆ่าสัตว์ ก็หันมาช่วยไถ่ชีวิตสัตว์ หรือช่วยดูแลรักษาสัตว์ที่เจ็บป่วยให้มีชีวิตยืนยาว) และจะดียิ่งขึ้นหากคุณไม่หวนคิดถึงกรรมดังกล่าว เพราะการคิดถึงกรรมไม่ดีในอดีต ก็เหมือนกับการทำกรรมนั้นซ้ำ แม้จะเป็นระดับมโนกรรมก็ตาม


3. ถ้าแม่เราเป็นคนไม่ยุติธรรม มักจะลังเลและเลือกเข้าข้างพี่เสมอ สาเหตุเพราะกลัวพี่สาวอาละวาด หรือฆ่าตัวตาย จนพี่สาวทำผิดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยแม่มักจะบอกว่าพี่สาวแก่เกินจะสอนหรือแก้ไขแล้ว เป็นเหตุให้พี่สาวก้าวร้าวขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นคนไม่สามารถระงับสติอารมณ์ได้ มักจะโวยวายอาละวาดโดยไม่มีเหตุผล เราจะวางใจอย่างไรเพื่อไม่ให้รู้สึกไม่ดีกับแม่ และไม่เป็นปฏิปักษ์กับพี่สาวคะ ขอบพระคุณพระอาจารย์ที่เมตตาให้คำแนะนำเจ้าค่ะ

ท่านทำไม่ดีอย่างไรในสายตาของคุณ เป็นเรื่องของท่าน ส่วนหน้าที่ของคุณก็คือ ทำดีต่อท่านอยู่เสมอเท่าที่จะทำได้ ที่จริงคุณควรเห็นใจแม่ที่ต้องทนอยู่กับพี่สาว ท่านคงทุกข์มากกว่าคุณด้วยซ้ำที่เห็นลูกสาวเป็นอย่างนี้ และท่านคงเป็นที่รองรับอารมณ์ของพี่สาวยิ่งกว่าคุณเสียอีก  แต่เพราะความเมตตาของท่าน จึงอดทนกับลูกสาวคนนี้ แม้ท่านจะพลั้งเผลอ จนทำให้คุณรู้สึกว่าท่านไม่ยุติธรรมกับคุณ ก็ควรที่คุณจะให้อภัยท่าน อย่าถือโทษโกรธเคืองท่านเลย มิเช่นนั้นความโกรธนั้นแหละจะทำให้คุณเป็นทุกข์มากขึ้น

พี่สาวของคุณก็เช่นกัน การที่เธอมีพฤติกรรมอย่างนั้นแสดงว่าเธอถูกความทุกข์รุมเร้า  คนเราถ้ามีความสุข ก็จะไม่แสดงอาการอย่างนั้นเลย เป็นไปได้ว่าพี่สาวคุณอาจมีความเจ็บป่วยทางจิต จึงสมควรได้รับความเห็นใจจากคุณ ยิ่งมาตระหนักว่าพฤติกรรมแบบนี้น่าจะทำให้เธอไม่มีเพื่อน เพราะใครๆ ต่างระอา ไม่อยากเข้าใกล้หรือเป็นเพื่อนด้วย  ก็ยิ่งน่าเห็นใจ อย่างน้อยคุณก็ควรอดทนเธอให้มากๆ เพราะยิ่งคุณโกรธเกลียดเธอมากเท่าไหร่ คนที่ทุกข์คนแรกก็คือคุณ ถ้าอดทนเธอไม่ได้จริงๆ ก็ควรวางระยะห่างจากเธอ และแผ่เมตตาให้เธอมากๆ


4. การสมาทานศีลเราจำเป็นต้องสมาทานทุกครั้งก่อนเราสวดมนต์ไหว้พระทุกๆ วันไหมครับ

มีอาจารย์ท่านนึงบอกว่าถ้าเราถือศีลห้าครบทุกข้อก็ไม่ต้องสมาทานทุกวัน เพราะถ้าเราสมาทานก็เท่ากับอายุบุญของการสมาทานจะมีแค่วันที่เราสมาทานครับ แต่ถ้าเราไม่สมาทานและปฏิบัติตามได้ทุกข้อ ศีลไม่ขาด อายุบุญก็จะมีมากกว่าหรือไม่ครับ

การที่เราผิดศีลบางข้อเล็กๆ น้อยๆ เราต้องสมาทานทุกข้อหรือสมาทานเฉพาะข้อที่ขาดได้หรือไม่ครับ

๑) ไม่จำเป็น การสมาทานศีลคือการรับศีลหรือตั้งใจนำศีลมาปฏิบัติ จะนานเท่าใด ก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของคุณ ถ้าคุณตั้งใจสมาทานแค่ ๑ วัน หากขึ้นวันใหม่ จึงค่อยสมาทานอีก แต่ถ้าสมาทานโดยไม่มีกำหนดเวลาว่านานเท่าใด สมาทานครั้งเดียวก็พอ  ไม่จำเป็นต้องสมาทานทุกวัน เว้นแต่ต้องการตอกย้ำความตั้งใจให้แน่วแน่

๒) อายุบุญขึ้นอยู่กับการทำความดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสมาทาน  แม้สมาทานศีล แต่รักษาศีลได้แค่ไม่กี่ชั่วโมง บุญก็มีอายุเท่านั้น

๓) หากผิดศีลบางข้อ คุณสมาทานเฉพาะข้อที่ขาดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องสมาทานทุกข้ออีก เว้นแต่ต้องการย้ำความตั้งใจให้มั่นคง


5. มีพ่อที่ติดเหล้ามากค่ะ ห้ามหรือบอกยังไงก็ไม่ฟัง เวลาเมาก็ทะเลาะกับแม่ มีวิธีจัดการยังไงดีคะ

ตอนนี้สามีทำงานต้องพบปะผู้คน ต้องดื่มเหล้าเบียร์ ตอนนี้เป็นคนติดบุหรี่ เมื่อก่อนเลิกไปแล้วตอนนี้สูบวันละซอง เวลาเครียดเรื่องงานก็จะมาพาลมาโมโหกับภรรยา บางทีก็พูดดี บางทีก็โมโหร้ายทำลายข้าวของ ด่าด้วยถ้อยคำรุนแรง

มีลูกดื้อ บอกไม่ค่อยเชื่อฟังเพราะเห็นพฤติกรรมไม่ดีจากพ่อเค้ามา

๑) หากขอร้องพ่อแล้ว เขายังเมาอยู่ ก็พยายามขอร้องท่านว่า เวลาเมาอย่าได้เอะอะระรานหรือหาเรื่องทะเลาะกับแม่ พูดกับท่านดีๆ เวลาสร่างเมา และควรมีข้อตกลงร่วมกัน  แต่หากตกลงกันแล้ว ท่านไม่ทำตามข้อตกลงนั้น อาตมาเสนอว่าคุณควรพาแม่ไปอยู่ที่อื่นสักพัก เป็นบทเรียนให้แก่พ่อว่า หากท่านยังมีพฤติกรรมแบบนี้ก็จะไม่มีใครดูแลเอาใจใส่ ถ้าพ่อสำนึกผิด จึงค่อยไปตามแม่กลับมา

๒) เวลาสามีกลับมาบ้านด้วยความเครียด คุณลองแสดงความเป็นห่วงและทำดีกับเขา มีบางคนเจอปัญหาคล้ายๆ คุณ กลับมาบ้านสามีก็เอะอะโวยวาย  ภรรยาก็ออกมาต้อนรับ พูดดี และหาน้ำหาของว่างมาให้ ทีแรกเธอก็ฝืนทำ แต่ทำไปได้ไม่นาน สามีก็เปลี่ยนท่าที พูดดีด้วย เธอถึงกับบอกว่า “รู้งี้ ทำแบบนี้ไปนานแล้ว”  อาตมาจึงอยากแนะนำให้คุณทำแบบนี้ดูบ้าง ตอนเขาอารมณ์ดี ก็ควรบอกเขาว่า ยังไงก็ให้นึกถึงลูก เพราะลูกเห็นพฤติกรรมของพ่อแล้ว ก็เลยเลียนแบบ ทำตาม  คนเป็นพ่อย่อมรักลูก ไม่อยากให้ลูกเลียนแบบพ่อในทางไม่ดีอยู่แล้ว

๓) เวลาลูกดื้อ เกเร คุณควรอดทนอดกลั้น อย่าเพิ่งตำหนิลูก พยายามคุยกับลูกดีๆ ให้ลูกรู้ว่าพ่อก็ไม่อยากมีพฤติกรรมดังกล่าว แทนที่จะเลียนแบบพ่อ ลูกควรช่วยพ่อให้หายเครียด ด้วยการทำตัวดีๆ ยิ้มให้พ่อ พูดดีๆ กับพ่อเวลาท่านกลับบ้าน


6. หากหัวใจล้า ต้องทำอย่างไรคะ ลักษณะคือไม่ได้เหนื่อยนะคะ แต่มันล้า บางครั้งปล่อยจนพลาดโอกาสบางอย่าง

คุณควรหาเวลาพักบ้าง พักกายด้วยการพักผ่อนให้พอ นอนและตื่นเป็นเวลา ตื่นเช้าๆ ยิ่งดี แม้ต้องฝืนก็ตาม  การตื่นเช้าและนอนเป็นเวลา จะช่วยให้ร่างกายคุณกลับมาเป็นปกติในเร็ววัน  นอกจากพักกายแล้วก็ควรพักใจด้วย มีเวลาเว้นว่างจากความคิดฟุ้งซ่าน ด้วยการทำสมาธิ หรือทำงานอดิเรกในยามว่าง เซ่น รดน้ำต้นไม้ วาดรูป ลดการใช้โทรศัพท์มือถือให้น้อยลง สังสรรค์ให้น้อยลงด้วยเพราะจะทำให้คุณเหนื่อยทั้งกายและใจได้มาก

ข้อสำคัญอีกอย่างคือ ยอมรับตัวเองให้มากขึ้น แม้ทำงานไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการ ก็อย่าโทษตัวเอง ถ้าคุณหายเหนื่อยหายล้า สมองคุณจะโปร่ง ใจคุณจะแจ่มใส ความมั่นใจจะหวนกลับมา แล้วคุณจะทำงานต่างๆ ได้ดีเหมือนเดิม คนเราย่อมมีช่วงขึ้นและช่วงลง  ตอนนี้คุณอยู่ในช่วงลง แต่ไม่นานมันก็จะผ่านไป แล้วกลับขึ้นมาใหม่ อย่าท้อแท้ ให้เวลากับตัวเอง และอนุญาตให้ตัวเองเหนื่อยล้าบ้าง เพราะนี้คือธรรมดาของชีวิต