1. อยากทราบวิธีแผ่เมตตาให้ได้กว้างและไกลค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

วิธีที่นิยมทำก็คือ นึกในใจหรือเอ่ยข้อความข้างล่าง พร้อมกับนึกถึงผู้คนทั้งที่อยู่ใกล้และไกล ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก ทั้งที่ชอบและชัง ทั้งที่รู้สึกดีและรู้สึกผิดใจกัน ทั้งที่มีชีวิตปกติสุขและที่กำลังประสบทุกข์ ขอให้คนเหล่านั้นมีความสุขตามเนื้อความข้างล่าง
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพพะยาปัชฌา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด
2. ตอนนี้มีเรื่องกังวลใจ เพราะว่าก่อนหน้านี้ทำงานบริษัทที่อเมริกาแล้วโดนเลย์ออฟค่ะ ก็พยายามหางานใหม่ ก็ยังไม่ได้ เลยตัดสินใจย้ายประเทศมาเรียนภาษาที่ 3 ที่ญี่ปุ่นแล้วก็จะหางานใหม่ไปด้วย ตอนนี้ก็เรียนภาษามาได้ 1 ปีแล้ว มีสัมภาษณ์กับ recruiter บ้าง แต่ยังไม่ได้งาน เงินก็ใกล้จะหมด ค่อนข้างกังวลค่ะ ช่วงหลังมาสนใจเรื่องพระพุทธศาสนามากขึ้นเลยฟังธรรมตลอด พยายามจะไม่กังวลค่ะ แต่มันก็ยังมีคิดอยู่บ้าง ควรจะทำอย่างไรดีคะ

ควรพยายามหางานทำต่อไป นอกจากการสมัครงานแล้ว ควรนึกถึงช่องทางในการหารายได้อย่างอื่นด้วย เช่น ขายของ รับจ้าง ฯลฯ อย่าย่อท้อแม้จะยังไม่ได้งานในเร็ววัน พร้อมกันนั้นก็ดูแลใจของตนไปด้วย
พยายามอยู่กับปัจจุบัน อย่าเพิ่งคิดไปไกลถึงอนาคต อะไรยังไม่เกิด ก็อย่าเพิ่งกังวลกับมัน เพราะสิ่งที่คิดอาจไม่เกิดก็ได้ หรือถึงเกิด ก็ไม่เลวร้ายอย่างที่คิด เวลาใจเผลอนึกไปถึงอนาคต โดยเฉพาะนึกไปในทางลบทางร้าย ก็ให้รู้ทัน แค่รู้เฉย ๆ แล้วความคิดนั้นจะดับไปเอง แต่ถ้าเผลอคิดไปแล้วยืดยาว แล้วเกิดความเครียดหรือกังวล ก็ให้มีสติรับรู้อารมณ์ดังกล่าว แค่รู้เฉย ๆ ไม่ต้องผลักไสไล่ส่งมัน เท่านี้ใจก็จะกลับมาอยู่กับปัจจุบัน
ระหว่างที่ยังไม่มีงานอาชีพใด ๆ ก็อย่าปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ หรือเสียเวลาไปกับความกังวล พยายามศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม หรือฝึกจิตเจริญสติ ให้ถือว่านี้เป็นโอกาสดีที่จะได้ทำสิ่งที่มีคุณค่าต่อชีวิตแต่ที่ผ่านมาได้ละเลยไปเพราะมัวแต่ทำงาน อย่าคิดว่าตอนนี้กำลัง “ว่างงาน” แต่นี่คือเวลาสำหรับการทำงานด้านใน ควรฉวยโอกาส ใช้ให้เกิดประโยชน์ แล้ววันหนึ่งคุณจะขอบคุณที่ตอนนี้ยังไม่ได้งาน
3. คนผ่านความตายมาหลายครั้ง แต่ยังกลัวตาย เราจะบอกเขาอย่างไรดี มีวิธีแนะนำหรือให้เขาทำอย่างไรเพื่อให้เข้าถึงอย่างแท้จริง เป็นรูปธรรมมากกว่าแค่พูดคะ

ความกลัวตายเป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชน แม้จะผ่านความตายมาหลายครั้ง แต่บางคนอาจไม่ได้เรียนรู้อะไรจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ดังนั้นจะดีกว่าไหม แทนที่จะบอกเขาหรือแนะนำเขา คุณลองถามเขาว่า เขาได้เรียนรู้หรือได้ข้อคิดอะไรบ้างจากการผ่านความตายมาหลายครั้ง
ถามเขาตรง ๆ ว่าหากความตายมาเยือนเขาอีก เขาจะทำใจอย่างไร เคยคิดบ้างไหมถึงการเตรียมตัวเตรียมใจเสียแต่ตอนนี้เพื่อเผชิญกับความตายที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ถามเขาว่าถ้าหากเขาเจอเหตุการณ์ที่ทำให้นอนติดเตียง ช่วยตัวเองไม่ได้ สื่อสารอะไรไม่ได้ และร่างกายอยู่ในภาวะวิกฤต เขาอยากให้หมอทำอะไรกับเขา และเขาจะดูแลใจของตัวเองอย่างไร
แค่ถามให้เขาคิดก็น่าจะช่วยเขาได้มาก อาจดีกว่าการบอกหรือแนะนำเขาเพื่อให้เขาหายกลัว หรือ “เข้าถึงอย่างแท้จริง” (ซึ่งอาตมาก็ยังไม่รู้ว่าคุณหมายถึงอะไร)
4. การปฎิบัติทางสมถะและทางวิปัสสนาสามารถปฎิบัติพร้อมกัน 2 อย่างตอนปฎิบัติในรูปแบบ (นั่งสมาธิ, เดินจงกรม) ได้ไหม หรือว่าจะต้องทำทีละอย่างครับ ขอบคุณครับ

การทำสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน มีจุดมุ่งหมายต่างกัน อย่างแรก เพื่อให้จิตเกิดความสงบ (สมาธิ) อย่างที่สองเพื่อให้จิตเกิดความสว่าง (ปัญญา) ทั้งสองวิธีไม่ได้ขัดกัน แต่ทำคนละขั้นตอน ปกติมักเริ่มต้นที่อย่างแรก แล้วตามมาด้วยอย่างที่สอง จะทำพร้อมกันไม่ได้ แต่ทำต่อเนื่องกันได้ โดยใช้รูปแบบหรืออิริยาบถเดียวกัน
5. ผมมีญาติคนหนึ่ง ชีวิตเขามีพร้อม มีสามี มีงานทำในกิจการครอบครัว การเงินไม่เดือดร้อนแน่นอน เขานับถือศาสนาอื่น แต่จู่ๆ เขาก็รู้สึกไม่มีความสุข อยากค้นหาคำตอบว่า…เขาเกิดมาทำไม ? ทำให้เขาเริ่มเปิดใจตัวเองกับศาสนาพุทธ เริ่มสวดมนต์ แต่ก็ยังไม่เปลี่ยนศาสนา แต่ที่น่ากลัวคือ เขาเริ่มไปฟังกลุ่มที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นพวกหลอกลวง ผมกลัวเขาจะถลำลึก โดนหลอกเอาเงิน
ผมรู้สึกว่าเขาเหมือนคนตกน้ำ ใครยื่นมือมาช่วยก็คว้าหมด
ทำไมคนคนหนึ่งซึ่งดูแล้วชีวิตไม่น่าจะมีอะไรให้กังวล กลับมามีทุกข์ทางใจถึงขั้นถามตัวเองว่า…เกิดมาทำไม?
ผมไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาครับ จะแนะนำเขาอย่างไรดีครับ ขอบคุณครับ

ก่อนจะแนะนำอะไรเขา คุณควรพูดคุยหรือไต่ถามเขาก่อนว่า อะไรทำให้เขาสนใจอยากรู้ว่าเกิดมาทำไม และทำไมถึงคิดว่าพุทธศาสนาสามารถให้คำตอบแก่เขาได้ กลุ่มที่เขาเข้าไปเกี่ยวข้องมีอะไรทำให้เขาเกิดความสนใจ และเขาได้พบคำตอบที่ต้องการไหม ที่สำคัญคือตอนนี้เขารู้สึกอย่างไร มีความสุขขึ้นไหม
6. อยากได้คำแนะนำเกี่ยวกับการวางใจ ที่คิดว่าตรงกับสถานการณ์ปัจจุบันในภาวะสงครามรอบโลก วิกฤติการณ์พลังงาน สงครามชายแดน เศรษฐกิจที่กำลังฝืดเคือง ข้าวยากหมากแพง และระบบการเมืองที่หวังอะไรไม่ได้ ฯลฯ เพื่อเป็นกำลังใจให้ตัวเองและอยากส่งต่อให้ผู้คนรอบข้างค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ควรมองว่าเป็นธรรมดาของโลก บางช่วงโลกก็สงบ บางช่วงโลกก็วุ่นวาย มีขึ้นและมีลงอยู่เสมอ มองในแง่นี้ภาวะที่ดูวุ่นวายย่อมไม่เที่ยง ไม่ช้าก็เร็วย่อมแปรเปลี่ยนไป ดังนั้นจึงไม่ควรวิตกกังวลจนรุ่มร้อนสิ้นหวัง จะว่าไปมนุษยชาติ รวมทั้งคนไทยเคยเจออะไรที่เลวร้ายกว่านี้มาก แต่ก็ผ่านมันไปได้ในที่สุด มองในแง่นี้สถานการณ์ที่เป็นอยู่จัดว่ายังดีที่ไม่แย่ไปกว่านี้
สิ่งสำคัญคือเราอย่าทำให้สถานการณ์บ้านเมือง (และของโลก) เลวร้ายไปกว่านี้ อะไรที่ช่วยให้ดีขึ้นได้บ้างก็ควรทำ ที่สำคัญคือดูแลใจของตนและคนรอบข้างให้ดี อย่าลืมว่า สุขหรือทุกข์ ไม่ได้อยู่ที่ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเรา แต่อยู่ที่เราคิดและรู้สึกกับมันอย่างไร ถ้าหากคุณไม่รู้จักดูแลใจคุณให้ดี แม้บ้านเมืองสงบ เศรษฐกิจดี อนาคตโชติช่วงชัชวาล จิตใจของคุณก็จะถูกรุมเร้าด้วยความทุกข์ อาจทุกข์ยิ่งกว่าคนที่เจอภัยสงคราม ต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ ไม่เคยกินอิ่มนอนอุ่นด้วยซ้ำ
อีกข้อที่คุณไม่ควรมองข้ามก็คือ แม้โลกจะมีสันติภาพ ผู้คนกินอิ่มนอนอุ่น แต่ความผันผวนปรวนแปรในชีวิตก็ยังเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องประสบ ไม่ว่าจะพลัดพรากจากของรัก และประสบกับสิ่งเลวร้าย เช่น ป่วย แก่ชรา สูญเสียคนรัก ถ้าคุณไม่ดูแลใจของตัวให้ดี คุณก็ยังต้องทุกข์อยู่นั่นเอง อย่าคิดว่าถ้าวิกฤติพลังงาน สงครามชายแดน เศรษฐกิจที่กำลังฝืดเคือง ข้าวยากหมากแพง และระบบการเมืองที่หวังอะไรไม่ได้ ฯลฯ หมดไป คุณจะมีความสุข ถ้าคุณคิดอย่างนั้น คุณจะผิดหวัง เพราะสุขหรือทุกข์แท้จริงแล้วอยู่ที่ใจคุณ ถ้าคุณวางใจไม่ถูก แม้คุณมีการงานที่มั่นคง อนาคตสดใส คุณก็ยังทุกข์อยู่นั่นเอง บางทีอาจถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่ก็ได้ พูดง่าย ๆ คือ ห่วงโลก ห่วงประเทศ ดีแล้ว แต่อย่าลืมห่วงใจของตัวคุณเองด้วย ดูแลใจตนเองให้ดี และทำสิ่งดี ๆ ให้แก่เพื่อนมนุษย์และส่วนรวม อันนี้คือสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงและทำเป็นอย่างแรก ๆ