“อาสาข้างเตียง” 3 เดือนที่เปลี่ยนโลกของผม

นุดา 27 มิถุนายน 2026

ผมชื่อวินครับ (ไทยคม เทียนด้วง) ชีวิตปกติของผมคือมนุษย์ฟรีแลนซ์ เป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์อิสระที่ปล่อยเช่า ปล่อยขายไปตามจังหวะของตลาด ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยทำงานอาสามาก่อน ส่วนใหญ่ก็จดจ่ออยู่กับการหาเงินเพื่อตัวเอง ใช้ชีวิตเพื่อตัวเองมาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งความทุกข์ในหัวมันเริ่มจัดการไม่ได้ ผมเริ่มไถหน้าจอไปหาเรื่องการนั่งสมาธิ การฟังธรรมใน TikTok และ Facebook เพื่อหาทางสงบใจ

พอนิ่งขึ้น ผมถึงเริ่มเห็นความจริงว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น เลยอยากลองทำอะไรดีๆ เพื่อคนอื่นบ้าง พอดีแฟนผมเขาเป็นพวกสนใจแนวจิตวิญญาณ ก็ชวนไปสมัครเป็นจิตอาสาที่โรงพยาบาลราชวิถี ตอนแรกผมเข้าใจว่าจะทำแค่เดือนเดียว แต่พอสมัครจริงๆ ถึงรู้ว่าต้องทำ 3 เดือน ต้องไปทุกบ่ายวันจันทร์ ตอนนั้นมีความกังวลสารพัดครับ ผมคุยกับคนต่างวัยไม่เก่ง กลัวจะพูดไม่ดี กลัวพูดผิด และที่สำคัญ ผมไม่รู้เลยว่าอาสาข้างเตียง จริงๆ แล้วเขาต้องทำอะไรกันแน่

บทเรียนแรก “การพูด” คือสิ่งที่จำเป็นน้อยที่สุด

วันแรกที่ไปทำอาสาผมตื่นเต้นจนหัวใจเต้นแรง ต้องเข้าห้องน้ำหลายรอบ ผมเตรียมตัวไปเยอะมากว่าจะต้องพูดอะไรบ้าง แต่พอได้ลงมือทำจริงๆ 2-3 ครั้ง ผมถึงพึ่งเข้าใจว่า ทักษะที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การพูด แต่คือการฟัง

ก่อนที่เราจะมาเป็นอาสาข้างเตียง ต้องผ่านการอบรมปฐมนิเทศก่อน วิทยากรบอกว่า ในงานอาสาข้างเตียง เรื่องเล่าของเราเป็นสิ่งที่จำเป็นน้อยที่สุด หน้าที่ของเราคือการรับฟังเขาด้วยหูและด้วยใจแบบ 100% โดยไม่เอาความรู้หรือความรู้สึกถูกผิดของเราไปยัดเยียดให้ผู้ป่วย เมื่อก่อนเวลาใครมีปัญหา ผมมักรีบเสนอว่า “ทำแบบนี้สิจะดีขึ้น” แต่ในการเป็นอาสาข้างเตียง เราจะไม่ทำแบบนั้นเด็ดขาด

ความเจ็บป่วยที่อยู่ตรงหน้า และกำแพงใจของผู้ป่วย

ตลอด 3 เดือน มีสองเคสที่ขัดเกลาใจผมอย่างมาก เคสแรกคือที่หอผู้ป่วยประคับประคอง (Palliative Care) ผมเจอคู่สามีภรรยาที่รักกันมาก สามีนอนไม่รู้ตัวแล้ว แต่ภรรยายังทำใจไม่ได้ เพราะต้นเดือนเขายังคุยกันเรื่องจะไปเที่ยวกันอยู่เลย สิ่งที่ผมทำได้ในวันนั้นไม่ใช่การไปบอกให้เขาเลิกเศร้า แต่คือการอยู่ตรงนั้นเป็นเพื่อน ให้เขาร้องไห้ ให้กำลังใจเขา ให้เขารู้ว่ามีคนรับฟัง แล้วเราก็ได้บอกกับพยาบาลในวอร์ดว่า พี่ผู้หญิงคนนี้เขายังเตรียมตัวเตรียมใจไม่ได้นะ ซึ่งมารู้ทีหลังว่า มันมีการดูแลที่แบบไม่ได้ดูแลแค่ผู้ป่วยอย่างเดียว แต่มาดูแลใจของญาติด้วย ให้แบบประคับประคองไป

อีกเคสคือคุณป้าอายุประมาณ 60 ปีที่มาพร้อมกับกำแพงใจสูง คำแรกที่ป้าบอกผมคือ “จะมาคุยทำไม คุยแล้วการรักษามันจะดีขึ้นเหรอ?” ผมสตั๊นไปเลย แต่พอตั้งสติได้ ก็บอกไปตรงๆ ว่า ที่ผมมาอยู่ที่นี่ มันอาจจะไม่ช่วยให้การรักษาดีขึ้นหรอกครับ แต่ผมมาอยู่เป็นเพื่อน ให้พี่ได้แสดงความโกรธ ความทุกข์ ความเศร้าออกมาเต็มที่เลย ไม่ว่าพี่จะเป็นยังไง ผมจะอยู่เป็นเพื่อนกับพี่ตรงนี้

บทสนทนามันก็ค่อยๆ ไต่ระดับดีขึ้นครับ แล้วคุณป้าก็ร้องไห้ออกมาหนักมาก เขาบอกว่าขนาดวันที่ลูกสาวและลูกชายเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ยังไม่ยอมร้องไห้เลย เพราะต้องกดความรู้สึกไว้ตลอดเวลา แต่วันนั้นเขาได้ระบายความรู้สึกต่างๆ ออกมา ผมรู้สึกว่าเขาสบายใจขึ้น และมีจังหวะหนึ่งป้าต้องลงไปฉายแสงข้างล่าง ผมก็ไปเป็นเพื่อน จากที่ตอนอยู่บนห้อง ไม่ค่อยคุยกับผมเท่าไหร่ แต่พอลงไปข้างล่างก็เริ่มคุยกับหมอ และหาเรื่องมาคุยกับผมด้วยซ้ำ จนสุดท้ายก่อนจากกัน ป้าขอบคุณผมที่อยู่เป็นเพื่อนจริงๆ

ผมกลายเป็นคนที่ “ใจดีกับโลกมากขึ้น”

การได้เห็นความเจ็บป่วยอยู่ตรงหน้าทุกวันจันทร์ตลอด 3 เดือน ทำให้ผมมีสติในแต่ละวันมากขึ้น ได้เห็นความธรรมดาของโลกที่มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความตายมันมาได้ทุกเวลา เราก็ต้องอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด อีกอย่างหนึ่งคือผมรู้สึกใจดีกับโลกนี้มากขึ้นครับ เวลาเจอใครทำไม่ดีกับเรา ผมจะหยุดคิดก่อนว่า เขาน่าจะมีเบื้องหลังบางอย่างที่ทำให้เขาเป็นแบบนั้น เขาอาจจะมีทัศนคติแบบนี้ พบเจออะไรมา เราก็มองได้ลึกขึ้น รอบด้านมากขึ้น ไม่ใช่แบบเขาทำอะไรมาไม่ถูกใจ เราก็พร้อมจะไฝว้เลย

ถ้าถามว่าได้อะไรจากการทำอาสา 3 เดือนนี้ ผมยืนยันเลยว่ามันคือ การเรียนรู้ระดับจิตใจ ผมไม่ได้แค่ไปช่วยเขา แต่เขาต่างหากที่ช่วยขัดเกลาใจผมให้ละเอียดลออขึ้น แม้แต่ความสัมพันธ์กับแฟน เราก็มีเรื่องดีๆ ให้คุยกันได้ทั้งอาทิตย์จากการไปทำอาสาร่วมกัน

สุดท้ายนี้ สำหรับใครที่กำลังลังเล ผมอยากให้ลองก้าวออกมาทำอาสาดูครับ ไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องบริสุทธิ์พร้อม แค่ลองไปเพื่อจะได้รับรู้ว่า “ใจเราเป็นยังไง” แล้วคุณจะพบว่า การได้อยู่กับปัจจุบันและเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คนอื่น มันคือความสุขที่หาไม่ได้จากการสะสมเพื่อตัวเองเพียงอย่างเดียวจริงๆ


หมายเหตุ

อาสาข้างเตียง โดยมูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา เป็นกิจกรรมอาสาต่อเนื่อง 3 เดือน ปฏิบัติหน้าที่สัปดาห์ละ 1 ครั้งช่วงบ่าย ลักษณะงานคือการคือเป็นเพื่อนและรับฟังผู้ป่วยในโรงพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยบรรเทาความทุกข์ใจ ผ่อนคลายจากความกังวล ความเงียบเหงา เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผู้สมัครจะต้องผ่านการอบรมปฐมนิเทศก่อนจึงจะปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยมี 2 โรงพยาบาลที่เปิดพื้นให้อาสาไปปฏิบัติงาน คือ โรงพยาบาลราชวิถี และสถาบันประสาทวิทยา

นุดา

ผู้เขียน: นุดา

เกิดและเติบโตที่จังหวัดนครปฐม ชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก ตอบตัวเองได้ว่า อยากทำงานเกี่ยวกับการเขียนตอนเรียนมัธยม จึงเลือกเดินในเส้นทางสายนี้ และยึดเป็นอาชีพหลักกว่า 20 ปี แม้รูปแบบของสื่อจะไปเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่เชื่อว่าการเขียนยังเป็นพลังสำคัญในการสื่อสาร