1. ฝากเรียนถามอาจารย์เกี่ยวกับการปฎิบัติค่ะ
การฝึกปฏิบัตินั่งสมาธิ วิปัสสนา เพิ่งจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ค่ะ หลังจากนั่งพิจารณาความรู้สึกตัว และเวทนาที่เกิดกับร่างกาย พิจารณาเป็นส่วนๆ ไป เนื่องจากนั่งนานเป็นหลายชั่วโมง เกิดอาการปวดหลังและปวดเข่ามาก จนรู้สึกอยากจะเลิกมาก แต่ตัดสินใจว่าจะไม่เลิกเพราะไม่เคยเห็นใครตายเนื่องจากนั่งสมาธิ เลยนั่งต่อ พิจารณาเวทนา แล้วถึงจุดหนึ่งก็เกิดความเข้าใจว่าความเจ็บปวด การเมื่อยร่างกาย เกิดจากการทำงานของร่างกายเองตามธรรมชาติ เพราะเรานั่งอยู่แบบเดิมนานร่างกายเลยแสดงออกมาเป็นอาการปวดและเมื่อย เป็นเหตุและผลที่เกิดตามธรรมชาติ ร่างกายเกิดเอง ความเจ็บปวด และเมื่อยเกิดขึ้นเอง และตอนนี้ตั้งอยู่ แต่ถ้าเราขยับตัวเปลี่ยนท่านั่งหรือลุกขึ้นยืนความเจ็บปวดก็จะหายไปเองตามธรรมชาติ ก็เลยเกิดเข้าใจขึ้นได้ว่า นี่เองคือการที่ท่านสอนมาตลอดว่าให้เห็นแต่อย่าเข้าไปเป็น เพราะรูปกับนามแยกกัน ร่างกายคือนามเจ็บปวดเมื่อย แต่ถ้าเราเห็นแล้วไม่เข้าไปเป็น จิตเราก็ยังสงบไม่เดือดร้อนโวยวาย อย่างนี้แสดงว่าการปฎิบัติเกิดผลพัฒนาขึ้นแล้วใช่ไหมคะ? ถ้านี้คือ milestone ของการพัฒนาแล้ว ต่อไป milestone ที่จะทำให้รู้ว่าการปฏิบัติพัฒนาขึ้นคืออะไรคะ?
พระอาจารย์มีข้อแนะนำให้การปฎิบัติพัฒนาขึ้นต่อไปอย่างไรคะ?
ขอบคุณมากค่ะ

เมื่อเกิดความเจ็บปวดขึ้นตามร่างกาย ปกติจิตของเราจะเข้าไปจดจ่อตรงจุดที่เจ็บปวด แม้อยากผลักไสหรือกำจัดมันออกไป แต่จิตกลับยึดติดถือมั่นความเจ็บปวดนั่น เกิดความสำคัญมั่นหมายว่า “กูปวด” หรือ “ความปวดเป็นของกู” นั่นเรียกว่าเข้าไป “เป็น” แล้ว การเจริญสติ จะช่วยให้เกิดการ “เห็น” ความปวดนั้น โดยไม่เข้าไปยึดความปวด หรือเกิดความสำคัญมั่นหมายว่า “กูปวด” ตรงนี้แหละที่ทำให้ใจไม่ทุกข์เพราะความปวดในร่างกาย เป็นความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง “เห็นความปวด” กับ “เป็นผู้ปวด” หรือ ยึดติดความปวดนั้น ทั้งนี้โดยไม่ต้องรอให้เปลี่ยนอิริยาบถ จนหายปวดเมื่อย ควรฝึก “เห็น” ขณะที่ความปวดเมื่อยยังเกิดขึ้นกับกาย นี้คือความหมายหนึ่งของการ “เห็นทุกข์” โดย “ไม่เป็นทุกข์”
สำหรับผู้ฝึกใหม่ การเห็นความปวด โดยไม่กลายเป็น “ผู้ปวด” หรือเข้าไปในความปวดนั้น ทำได้ยาก เพราะสติยังไม่แข็งแรงหรือมีกำลัง อาตมาอยากแนะนำให้มาดูกาย หรือ “เห็น” การเคลื่อนไหวของกายก่อน คือ กายทำอะไร ก็รู้ว่าทำ กายเดิน ก็รู้ว่ากายกำลังเดิน (ไม่ใช่ “กูเดิน”) พอจิตผละจากกาย เพราะถูกความคิดดึงไป ก็ให้ “เห็น” ความคิดนั้น จากนั้นก็กลับมารู้กายเหมือนเดิม ในทำนองเดียวกัน เวลามีอารมณ์หรือความรู้สึกเกิดขึ้น แล้วใจไหลเข้าไปยึดอารมณ์ หรือจมเข้าไปในอารมณ์นั้น ก็ให้ “รู้” แล้วพาใจกลับมาที่กาย กลับมารู้กายเหมือนเดิม
สรุปคือฝึกจิตให้ “รู้กาย” กับ “รู้ใจ” จากนั้นค่อยขยับไปเป็นการ “รู้เวทนา” หรือ “เห็นเวทนา”
คุณอย่าเพิ่งรอให้เกิดความเจ็บปวดก่อน แล้วค่อยพิจารณาหรือทำอะไรกับมัน ก่อนที่ความเจ็บปวดจะเกิดขึ้นกับกาย ก็มักจะมีความคิดและความรู้สึกที่ไม่ได้เชื้อเชิญ เกิดขึ้น ก็ให้ “เห็น” มัน เห็นแล้วเห็นอีก แต่ก่อนที่จะ “เห็น” หรือ “รู้ทัน” ความคิดกับอารมณ์ ก็ให้หมั่นรู้กาย หรือรู้ว่ากายเคลื่อนไหว หรือรู้สึกตัวเมื่อมีการเคลื่อนไหวกาย ทำอย่างนี้ไปก่อน และเมื่อความเจ็บปวดหรือปวดเมื่อยเกิดขึ้น ก็ค่อยฝึกจิตให้ รู้เวทนา หรือเห็นเวทนา แต่ใหม่ ๆ ยังรู้ไม่ทัน เห็นไม่ทัน ก็เข้าไปเป็นแล้ว ก็ไม่เป็นไร ถ้าปวดมาก ๆ ก็แค่เปลี่ยนอิริยาบถ ให้ทำอย่างมีสติ อย่าผลุนผลัน
2. ขอฝากคำถามถึงพระอาจารย์ค่ะ
มีคำกล่าวถึงสิทธิความตายเป็นของผู้ป่วย
หนูสนใจว่า การสมัครใจตายแบบที่ต่างประเทศ อนุญาตให้จบชีวิตตนเองได้ ถือเป็นสิทธิหรือไม่ และหนูควรคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร
หนูเห็นพรรคประชาชนมีนโยบายนี้ ว่าจะให้มีการสมัครใจตายได้ และหนูเห็นในคอมเมนต์หัวข้อนั้นคนเห็นด้วยเยอะมาก เรียกได้ว่ามองไม่เจอคอมเมนต์ไม่เห็นด้วยเลย
หนูเริ่มสับสนว่าสิทธิการตายมันจำกัดถึงตรงไหน
ขอกราบขอบพระคุณค่ะ

ตอนนี้สิทธิการตายในเมืองไทยและอีกหลายประเทศ (รวมทั้งญี่ปุ่น) ยังไม่รวมถึงสิทธิในการขอให้ผู้อื่นทำการุณยฆาตแก่ตนเอง พูดอีกอย่างคือ ยังไม่มีกฎหมายรับรองการจบชีวิตตนเองโดยมีคนช่วยเหลือ (assisted suicide) สิทธิการตายในเมืองไทยและอีกหลายประเทศ (รวมทั้งญี่ปุ่น) ครอบคลุมเฉพาะสิทธิที่จะตายตามธรรมชาติ โดยไม่ถูกยื้อชีวิตด้วยกระบวนการทางการแพทย์ หรือโดยขัดกับเจตนารมณ์ของเจ้าตัว ในเมืองไทยมีกฎหมายปกป้องแพทย์ที่ไม่ยื้อชีวิตผู้ป่วยหากเจ้าตัวแสดงเจตนารมณ์เป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า
ที่จริงสิทธิในการอยู่และการตายเป็นเรื่องของแต่ละคน แต่การใช้สิทธินี้ในการจบชีวิตตัวเอง เป็นเรื่องใหญ่และอาจเป็นดาบสองคมได้ โดยเฉพาะถ้าต้องการให้มีกฎหมายรองรับสิทธินี้ เพราะหลายกรณีเป็นการกระทำที่วู่วามเมื่อเจอวิกฤตชีวิตหรือความผิดหวังกระแทกใจอย่างรุนแรง แต่หลังจากยับยั้งชั่งใจไม่ปลิดชีวิตตัวเองแล้ว หลายคนพบว่าชีวิตยังไปต่อได้ และขอบคุณตัวเองด้วยซ้ำที่วันนั้นไม่ตัดสินใจทำร้ายตัวเอง อย่างไรก็ตามมีหลายกรณีที่เจ็บป่วยด้วยโรคร้าย รักษาไม่หาย และทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง จึงอยากปลิดชีวิตตัวเอง และถ้าไม่มีความเจ็บปวดยิ่งดี ด้วยเหตุนี้จึงนึกถึงแพทย์ที่จะช่วยให้ตายโดยไม่เจ็บปวดได้ (แต่แพทย์ยังทำให้ไม่ได้เพราะขืนทำก็ผิดกฎหมาย)
อย่างไรก็ตามทางเลือกสำหรับคนที่ทุกข์เพราะสาเหตุดังกล่าว ไม่ได้มีแค่ อยู่อย่างทรมาน หรือ จบชีวิตตัวเอง ที่จริงยังมีอีกทางเลือกคือ การดูแลแบบประคับประคอง ซึ่งมิได้มุ่งยื้อชีวิต (หรือยืดความทุกข์ทรมาน) แต่มุ่งบรรเทาความทุกข์ทางกายและใจ หลายคนเมื่อได้รับการดูแลแบบนี้ ก็เปลี่ยนใจไม่นึกถึงการฆ่าตัวตาย
มีหลายประเทศที่อนุญาตให้ประชาชนมีสิทธิฆ่าตัวตายด้วยความช่วยเหลือของแพทย์ได้ แต่ก็มีปัญหาตามมามากมาย ปัญหาหนึ่งคือ เงื่อนไขหรือระเบียบในการใช้สิทธินี้มีความหย่อนยานมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป เช่น ไม่ได้จำกัดเฉพาะคนที่เจ็บปวดทุกข์ทรมานเพราะโรคร้ายเท่านั้น หากยังรวมถึงคนที่มีความทุกข์ใจ หรือรู้สึกว่าตนเป็นภาระของผู้ดูแล การขยายเงื่อนไขเหล่านี้แม้ดูเหมือนจะทำให้ผู้คนมีทางเลือกมากขึ้น แต่กลับปิดทางเลือกที่สำคัญ นั่นคือ การพยายามหาทางออกอื่นที่จะช่วยแก้ทุกข์ได้โดยไม่จำต้องเร่งยุติชีวิตของตนเอง
เรื่องนี้มีรายละเอียดอีกมาก สรุปสั้น ๆ คือ หากจะออกกฎหมายเพื่อรับรองสิทธิในการจบชีวิตตนเองโดยมีแพทย์ (หรือผู้อื่น) ให้ความช่วยเหลือ มีข้อดีและข้อเสียมากมาย จะฟันธงไปว่ามีแล้วดี อย่างเดียว พูดได้ยาก ดังนั้นสิทธิดังกล่าวแม้ดูเหมือนดี แต่ในความเป็นจริง ถ้าออกกฎหมายรับรอง จะมีปัญหาในทางปฏิบัติมาก เราควรศึกษาจากกรณีตัวอย่างในหลายประเทศที่ออกกฎหมายนี้ ก่อนที่จะผลักดันให้มีกฎหมายรับรองสิทธิดังกล่าวในประเทศเรา
3. กราบเรียนถามพระอาจารย์
ถ้าเราขายอาหารหรือขนมปังสอดไส้ต่างๆ ที่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ถือว่าทำผิดศีลข้อการฆ่าสัตว์ด้วยหรือไม่คะ

ไม่ผิดศีลข้อที่ ๑ ตราบใดที่ไม่ได้ลงมือฆ่าสัตว์หรือสั่งให้ฆ่าอื่นฆ่าสัตว์ เพื่อเอาเนื้อของเขามาเป็นส่วนผสมในอาหารหรือขนมปังที่ทำขาย (หรือทำกินเอง)
4. คนที่เป็นโสดาบัน ซึ่งเราใกล้ชิด เราจะสังเกตได้จากอะไรบ้างคะที่เด่นชัด (เคยมีคำกล่าวที่คนพูดกัน ของจริงและเห็นจริงไม่พูดแสดงออกมา ซึ่งก็ไม่ชัด เหมือนเช่นการทำดีมีทั้งบวกและลบ การมีสมาธิมีทั้งโจรและคนดี) จะได้ไม่ประมาท

ผู้ที่เป็นโสดาบัน ท่านละสังโยชน์ (กิเลสที่ผูกสัตว์ไว้กับทุกข์) เบื้องต้น ๓ ประการได้ คือ ๑) สักกายทิฏฐิ หรือ ความเห็นหรือความยึดมั่นว่าเป็นตัวตน ๒) วิจิกิจฉา หรือ ความลังเลสงสัย ๓) สีลัพพตปรามาส หรือ ความถือมั่นในศีลพรต
เขียนอย่างนี้ คนทั่วไปคงดูยากว่าใครเป็นโสดาบันหรือปุถุชน วิธีที่ง่ายกว่านั้นก็คือ การเอาหลัก ๘ ประการมาพิจารณาว่า ท่านผู้นั้นเป็นโสดาบันหรือไม่ หลัก ๘ ประการที่ว่าคือ หลักตัดสินธรรมวินัย ๘ ประการ ซึ่งนอกจากใช้พิจารณาว่าคำสอนใดเป็นคำสอนที่ถูกต้องของพุทธศาสนา ยังนำมาปรับใช้เพื่อพิจารณาว่าใครเป็นพระแท้ หรือผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ รวมทั้งโสดาบันได้ด้วย พูดอีกอย่างผู้ที่เป็นโสดาบัน เป็นพระแท้ หรือผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ควรมีคุณสมบัติดังนี้
๑) กำหนัดจางคลาย
๒) มีความทุกข์น้อย
๓) กิเลสเบาบาง
๔) มีความมักน้อย
๕) มีความสันโดษ
๖) พึงพอใจความสงัด ไม่ชอบการคลุกคลี
๗) มีความเพียร
๘) เลี้ยงง่าย
ใครที่ขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่ง ให้สันนิษฐานว่าไม่ใช่โสดาบัน ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
5. สวัสดีค่ะ
สามีจากไป 5 เดือนแล้วด้วยโรคร้าย ถึง ณ วันนี้ใจก็ยังคิด นึกถึงพี่เขาอยู่ตลอด โดยเฉพาะเมื่อเราอยู่คนเดียว และมักจะคิดว่าตอนเขาป่วยและมีชีวิตอยู่ เรายังดูแลเขาไม่ดี ไม่ได้ดูแลอย่างใกล้ชิด (เพราะต้องดูแลแม่ป่วยอัลไซเมอร์ด้วย) เลยใช้วิธีทำบุญใส่บาตรและอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ โดยเฉพาะ 100 วันแรก ใส่บาตรทุกวัน หลังจากนั้นก็ยังคงใส่บาตรสัปดาห์ละ 2-3 วัน แต่ใจก็ยังคงระลึกคิดถึงตลอด จะทำอย่างไรคะ ให้ความคิดถึง อยากให้เขายังคงมีชีวิตอยู่กับเรา (เนื่องจากแต่งงาน แต่ไม่มีบุตร และก็ไม่ได้ทำงานแล้ว ลาออกมาดูแลสามีป่วย) เพราะรู้สึกชีวิตมันโหวงเหวง มันออกไปจากความคิด พยายามนั่งสมาธิ ก็ไม่สำเร็จค่ะ อีกทั้งพยายามทำงานบ้าน งานสวน ปลูกต้นไม้ ดูแลคุณแม่ป่วยอัลไซเมอร์ เพื่อให้มีเวลาว่างเหลือน้อยๆ แต่เมื่อมีเวลาว่าง นั่งพัก ก็คิดอีก อยากขอคำแนะนำจากพระอาจารย์ค่ะ

เป็นธรรมดาที่คุณยังระลึกนึกถึงเขาอยู่เสมอ เพราะเมื่อเรารักและผูกพันใคร ยามที่เขาจากไป เราย่อมมีความเศร้าโศก และหวนนึกถึงอดีตที่เคยมีเขาอยู่ใกล้ตัว ขอให้คุณยอมรับความรู้สึกนี้ อย่าผลักไส แต่ก็อย่าถึงกับปล่อยใจจมดิ่งลงไปในความรู้สึกนี้ ไม่เช่นนั้นมันจะล่ามใจคุณ ทำให้คุณไม่สามารถเดินหน้าหรือมีชีวิตต่อไปได้ นั่นคงไม่ใช่สิ่งที่สามีของคุณต้องการเป็นแน่ สามีของคุณย่อมอยากให้คุณมีชีวิตที่ผาสุก และได้รับสิ่งดี ๆ จากชีวิตที่รออยู่ข้างหน้า อย่าตัดโอกาสของตัวเอง ด้วยการปล่อยใจให้จมอยู่ในความทุกข์
หากคุณรักเขา ก็ควรทำให้ความตายของเขามีคุณค่า นั่นคือ ทำให้เกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นมาทั้งกับตัวคุณเองและโลกที่เขาเคยอยู่ เหมือนกับต้นไม้ ที่เมื่อตายไป ก็กลับกลายเป็นปุ๋ยบำรุงโลก หรือเป็นอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตของสรรพสัตว์ทั้งเล็กหรือใหญ่
หากคุณยังมีความรู้สึกผิดต่อเขา ควรหาโอกาสขอขมาเขา ด้วยการเขียนจดหมายถึงเขา บอกความในใจทุกอย่าง ทั้งบอกรัก และขอโทษ หรือขอขมาเขา จะใช้วิธีเชิญเขามาในจินตนาการก็ได้ เสมือนว่าเขามานั่งอยู่ข้างหน้าคุณ จากนั้นคุณก็บอกทุกอย่างที่เก็บไว้ในใจ วิธีนี้หลายคนทำแล้ว ช่วยเยียวยาใจได้มาก อาตมาอยากแนะนำให้คุณลองทำดู
6. ถ้าไม่อยากมีความรัก เพราะไม่อยากเอาความสุขและทุกข์ของเราไปผูกไว้กับใคร (แต่ในใจยังรู้สึกรักอยู่) ควรวางใจยังไงคะ

ยอมรับความรู้สึกดังกล่าวที่เกิดขึ้นแล้วในใจคุณ และพยายามทำให้ความรักนั้นประณีตงดงามยิ่งขึ้น แทนที่จะกดถ่วงหน่วงทับให้คุณเป็นทุกข์เพราะความถวิลหา ความรักนั้นควรเป็นพลังบันดาลใจให้คุณทำความดีงามยิ่งขึ้น เป็นกำลังใจให้แก่คุณในยามทุกข์ ดียิ่งกว่านั้นก็คือ ทำให้ความรักนั้น เป็นความรักอย่างแท้จริง คือรักอย่างไม่มีเงื่อนไข รักโดยไม่เอาตัวคุณเป็นศูนย์กลาง หมายความว่า รักเขาโดยไม่ปรารถนาหรือเรียกร้องให้เขาพะนอใจคุณ หรือสนองความต้องการของคุณ ไม่ใช่ว่า รักเขาก็ต่อเมื่อเขาพูดดีกับคุณ แคร์คุณ หรือคิดเหมือนคุณ แม้เขาจะเป็นอื่น หรือมีคนอื่น คุณก็ยังรัก นี้คือรักอย่างไม่มีเงื่อนไข หรือเมตตา ถ้ารักอย่างมีเงื่อนไข โดยมีตัวคุณเป็นศูนย์กลาง รักแบบนี้พุทธศาสนาไม่เรียกว่าเมตตา แต่คือ สิเนหา ซึ่งย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ ความรักแบบสิเนหาย่อมลงเอยด้วยการเอาความสุขและความทุกข์ไปผูกติดกับคนอื่น และบ่อยครั้งมักลงเอยด้วยความโกรธเกลียดอาฆาต เมื่ออีกฝ่ายไม่มีใจให้เรา หรือปันใจไปให้คนอื่น ซึ่งเท่ากับกระแทกกระทั้นอัตตาของเรา จนรู้สึกเจ็บปวด ความรักแบบนี้มีแต่จะสร้างทุกข์ให้แก่ตนเองและผู้อื่น จนถึงขั้นทำร้ายชีวิตของกันและกันได้