“เราสร้างอาสาเพื่ออำนวยความสะดวกผู้ป่วยในวันนี้ เพื่อร่วมสร้างบุคลากรสุขภาพที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์ในวันหน้า สร้างอาสาที่มีใจกรุณาและเติบโตทางจิตวิญญาณ และสร้างสังคมแห่งการให้และช่วยเหลือเกื้อกูล” มูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา
เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2569 มูลนิธิเครือข่ายพุทธิการ่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวที “Showcase งานอาสาอำนวยความสะดวกผู้ป่วยในโรงพยาบาล เติมเต็มระบบสุขภาพด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์” ภายใต้โครงการพัฒนาแนวทางการสร้างงานอาสาสมัครในระบบโรงพยาบาล ด้วยมิติสุขภาวะทางปัญญา โดยการสนับสนุนของ สสส. เพื่อนำเสนอผลการดำเนินงาน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างแรงบันดาลใจในการขยายผลงานอาสาสมัครไปสู่โรงพยาบาลในพื้นที่อื่นๆ

ในปัจจุบัน โรงพยาบาลขนาดใหญ่ต้องรองรับผู้ป่วยกว่า 5,000 คนต่อวัน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า แม้บุคลากรทางการแพทย์จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง แต่จำนวนก็ยังไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง บางคนต้องแบกชั่วโมงการทำงานที่ยาวต่อเนื่อง รวมถึงต้องรับมือกับอารมณ์ของผู้ป่วยและครอบครัว ส่งผลให้เผชิญกับภาวะหมดไฟในการทำงาน เครียดสะสม และเสี่ยงป่วยสุขภาพจิต นำไปสู่ปัญหาการลาออก สอดคล้องผลสำรวจแพทย์ที่มีประสบการณ์ทำงานในระบบสาธารณสุขภาครัฐ จำนวน 573 คน ระหว่างวันที่ 18-19 มี.ค. ปี 2568 โดยสหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน พบแพทย์ 62% พิจารณาย้ายไปทำงานในภาคเอกชนในอนาคต 18% ต้องการลาออกทันทีหากมีโอกาส เหตุจากภาระงานหนัก
สถานการณ์ดังกล่าว สะท้อนวิกฤตขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ สสส. จึงสานพลังมูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา พัฒนาระบบอาสาสมัคร เป็นกลไกเชื่อมต่อระหว่างโรงพยาบาลกับผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ ช่วยแบ่งเบาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ ทำให้ระบบบริการสุขภาพมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยที่เข้ารับบริการในโรงพยาบาล ช่วยเยียวยาและบรรเทาความทุกข์ทางใจของผู้ป่วย เป็นการเติมเต็มระบบสุขภาพด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์

คู่มือจัดกิจกรรมอาสา
ในช่วงกล่าวเปิดงาน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ได้ย้อนระลึกถึงแนวคิดของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ผ่านหนังสือ ‘รักษาโรคหรือรักษาคน’ ซึ่งเป็นหนังสือเล่มสำคัญที่เขาเคยอ่านเมื่อตอนเป็นนักศึกษาแพทย์ ที่สอดคล้องกับงานในวันนี้ กับแนวคิดที่ว่า การแพทย์ต้องไม่ใช่เพียงการรักษาโรคทางกาย แต่ต้องเติมเต็มด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์
“ระบบการแพทย์ที่เราคาดหวัง ก็คือระบบการแพทย์ที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์ ซึ่งต้องเริ่มจากความสุขในการทำสิ่งที่มีคุณค่า คือแน่นอนว่ารายได้ก็มีเพื่ออยู่รอด แต่จะอยู่อย่างมีความหมายได้อย่างไร และผมคิดว่าหัวใจสำคัญคืออาสาสมัครนี่แหละครับ จะเข้ามาเติมเต็ม แม้โรงพยาบาลจะมีงบประมาณจ้างคนมาทำงานแทนได้ แต่เราต้องการเห็นคนในสังคมได้เติบโตจากด้านใน ได้มาสัมผัสความทุกข์ของผู้คน เพื่อให้เกิดความเมตตาและอยากทำสิ่งดีงาม โรงพยาบาลจึงไม่ใช่แค่ที่รักษาโรค แต่เป็นโรงเรียนที่สอนให้คนมีหัวใจความเป็นมนุษย์” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส.
วีรพงษ์ เกรียงสินยศ รองประธานมูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา กล่าวว่า บทบาทและหน้าที่ที่สำคัญของงานอาสาสมัคร คือการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วย ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในการรักษาแก่ผู้ป่วยและญาติ รวมถึงการถอดบทเรียนการปฏิบัติงาน เพื่อสะท้อนปัญหา ข้อเสนอแนะ และแนวทางปฏิบัติร่วมกันกับโรงพยาบาล ซึ่งการขับเคลื่อนระบบการบริหารจัดการอาสาสมัครในโรงพยาบาล มีแนวทางที่สำคัญ 3 ด้าน 1.เปิดรับอาสาสมัคร ต้องมีระบบการคัดกรองผู้สมัครเพื่อให้ได้ผู้ที่มีความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจมาร่วมปฏิบัติงาน 2.เตรียมความพร้อมอาสาสมัคร ผ่านการฝึกอบรมทักษะการรับฟังและทักษะการสื่อสารเพื่อสานสัมพันธ์ 3.พัฒนาให้เกิดแกนนำอาสาสมัคร เพื่อเป็นพี่เลี้ยงให้กับอาสาสมัครหน้าใหม่ และช่วยประสานงานกับทางโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด
ซึ่งสิ่งสำคัญของงานอาสาอำนวยความสะดวกผู้ป่วยในโรงพยาบาล โดยมูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา คือการช่วยเหลือสังคม (ทำกิจ) ควบคู่ไปกับการเติบโตภายใน (ทำจิต) โดยผ่านกระบวนการ “เติมสุข” 3 ด้าน คือการฝึกสติให้รู้เท่าทันกายใจ การมีมุมมองเชิงบวก (Mindset) และมีปฏิสัมพันธ์ที่เอื้ออาทรต่อชุมชน
“แนวคิดของเครือข่ายพุทธิกา เราอยากทำงานด้านศาสนา แต่เราต้องทำงานด้านสังคมด้วย ก็เหมือนที่ท่านพุทธทาสบอกว่า สงบเย็นและต้องเป็นประโยชน์ พระอาจารย์ไพศาล ประธานมูลนิธิก็ใช้คำว่า ทำกิจแล้วก็ต้องทำจิตด้วย ดังนั้นแนวงานของเครือข่ายพุทธิกาเราบาลานซ์สองด้านคือ ภายในของมนุษย์ ที่ทำงานอาสาสมัครหรือใครก็ต้องเติบโตไปด้วย แต่การเติบโตจากภายในต้องไม่มองแต่ตัวเอง ต้องขยายวงไปสู่คนรอบข้างด้วย”

วีรพงษ์ เกรียงสินยศ รองประธานมูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา
ภายในงานได้มีการสรุปผลงานจากโรงพยาบาลต้นแบบ 7 แห่ง ซึ่งสร้างอาสาสมัครไปแล้วกว่า 10,000 คน โดยเฉพาะสถาบันประสาทวิทยาที่พบว่าความพึงพอใจผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็น 93.73% และข้อร้องเรียนด้านบริการลดลงกว่าครึ่ง พร้อมทั้งมีพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ให้แก่โรงพยาบาลและภาคีเครือข่าย ประกอบด้วยกรมการแพทย์ สถาบันประสาทวิทยา,รพ.ราชวิถี, รพ.รามาธิบดี, รพ.ตากสิน, รพ.นพรัตนราชธานี, สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และ รพ.วชิรพยาบาล
ตามมาด้วยช่วง Talk สร้างแรงบันดาลใจ “ก้าวแรกของงานอาสาสมัครดูแลผู้ป่วยในระบบโรงพยาบาล” โดย นพ.วุฒิพงษ์ ฐิรโฆไท ประธานคณะทำงานเครือข่ายจิตอาสา สถาบันประสาทวิทยา และ“Showcase โมเดลอาสาอำนวยความสะดวกผู้ป่วยในโรงพยาบาลรามาธิบดี” หนึ่งในความสำเร็จของโรงพยาบาลที่สามารถสร้างโมเดลต้นแบบระบบงานอาสาสมัครของตนเองขึ้นมาได้อย่างเข้มแข็ง โดยคุณนริศรา หฤทัย หัวหน้างานผู้ป่วยสัมพันธ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

นพ.วุฒิพงษ์ ฐิรโฆไท

นริศรา หฤทัย หัวหน้างานผู้ป่วยสัมพันธ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
บนเวทียังมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนเสวนากับตัวแทนโรงพยาบาลต้นแบบทั้ง 7 รวมถึงผู้แทนจากมูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา ที่มาเล่าให้ผู้ร่วมงานที่สนใจได้ทราบว่า อะไรคือหัวใจสำคัญ ? ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากระบบอาสาสมัครใน และถ้าสนใจระบบงานอาสาในโรงพยาบาลต้องทำอย่างไร
ก่อนจะปิดท้ายงานด้วยกิจกรรม “อาสา Café” วงเสวนาซักถาม – พูดคุยตามความสนใจ เพื่อแลกเปลี่ยนเทคนิคการบริหารจัดการอาสาเชิงลึก ทั้งยังแนะนำขั้นตอนวิธีการสำหรับโรงพยาบาลที่สนใจระบบอาสาอำนวยความสะดวกผู้ป่วยในโรงพยาบาล
ก้าวต่อไปในปี 2569 มูลนิธิเครือข่ายพุทธิกาและสสส. ตั้งเป้าขยายผลระบบอาสาสมัครไปยังโรงพยาบาลสังกัด สธ. และ กทม. เพิ่มอีก 10 แห่ง และปั้นอาสาสมัครใหม่ 3,000 คน เพื่อสร้างกลไกเชื่อมต่อระหว่างโรงพยาบาลกับผู้ป่วย ช่วยลดภาระบุคลากร และสร้างบรรยากาศแห่งความเมตตาให้งอกงามในสังคมไทย
การสร้างระบบอาสาสมัครในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงเพื่ออำนวยความสะดวกในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่เป็นการ “สร้างบุคลากรสุขภาพที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์ในวันหน้า”

พูดคุยแลกเปลี่ยนเสวนากับตัวแทนโรงพยาบาลต้นแบบ

วงเสวนาซักถาม พูดคุยตามความสนใจ

มอบโล่มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ให้แก่โรงพยาบาลและภาคีเครือข่าย


บอร์ดความคิดเห็น
