ในวัย 61 ปี หลายคนอาจเลือกใช้ชีวิตหลังเกษียณด้วยการพักผ่อนอยู่บ้าน แต่สำหรับพี่ตุ้ม สุภา ศราคนี ชีวิตหลังเกษียณคือจุดเริ่มต้นของการเป็นอาสาสมัครในโรงพยาบาลที่เธอทำหน้าที่ด้วยหัวใจ
เบื้องหลังรอยยิ้มที่สดใส พี่ตุ้มคืออดีตพนักงานแผนกบัญชีโรงพยาบาลเอกชน ท่ามกลางภาระงานหนักจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน วันหนึ่งโรคร้ายอย่างมะเร็งเต้านมก็เข้ามาเยือน พี่ตุ้มต้องผ่านความเจ็บปวดจากการให้คีโมเพียงลำพังในช่วงเวลาที่สูญเสียคุณแม่ไปพร้อมกัน ช่วงแรกของการพบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง เธอก็เหมือนใครอีกหลายคนที่ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมฉันต้องเป็นมะเร็ง ทั้งๆที่ฉันก็เป็นคนดีนะ” แต่สุดท้ายเธอก็พบคำตอบว่าการหาเหตุผลนั้นไม่มีประโยชน์เท่ากับการยอมรับและอยู่กับปัจจุบัน
เมื่อสัญญาณเตือนของร่างกายครั้งใหม่ปรากฏขึ้นในรูปของฝีที่เกิดขึ้นตามร่างกาย และเมื่อไปฟอลโลว์อัพมะเร็งก็พบจุดที่ปอด พี่ตุ้มจึงตัดสินใจลาออกจากงานก่อนอายุครบเกษียณ ทั้งๆ ที่งานของที่นี่สามารถทำต่อไปได้เรื่อย ๆ ตราบเท่าที่ไหว แต่เธอบอกกับตัวเองว่า “ฉันเลือกชีวิต งานจะยังไงก็ไม่สนใจแล้ว” เพราะต้องการใช้เวลาที่เหลือดูแลตัวเองและทำตามความฝันที่อยากเป็นจิตอาสามาตลอด
สำหรับพี่ตุ้ม มะเร็งไม่ใช่แค่โรค แต่คือบทเรียนที่สอนให้รู้ว่า “เวลา” มีค่าแค่ไหน หลังจากผ่านความสูญเสียทั้งคุณพ่อและพี่สาวด้วยโรคมะเร็ง และตัวเองก็ต้องเผชิญกับมัน พี่ตุ้มมีความคิดหนึ่งที่ชัดเจนขึ้นในใจ
“เราไม่รู้เลยว่ามะเร็งจะย้อนมาหาเราอีกเมื่อไหร่ ในเมื่อวันนี้เรายังเดินได้ กินได้ ยังหายใจได้ ตั้งใจว่าช่วงเวลาที่เหลืออยู่ต้องสร้างคุณงามความดีให้มากที่สุด ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นได้ก็จะทำทันที”
และเมื่อผลตรวจออกมาว่าจุดที่ปอดนั้นหายไป เธอจึงเริ่มต้นด้วยการสมัครมาเป็นอาสาอำนวยความสะดวกผู้ป่วยในโรงพยาบาล ณ สถาบันประสาทวิทยา เมื่อเดือนธันวาคมปี 2567 และปฏิบัติหน้าที่อาสาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ครั้ง เท่านั้นไม่พอเมื่อมูลนิธิเครือข่ายพุทธิกาเปิดรับสมัครอาสาข้างเตียง พี่ตุ้มคือหนึ่งในอาสารุ่นแรก และยังคงเป็นอาสาข้างเตียง ณ สถาบันประสาทวิทยา จนถึงรุ่นปัจจุบัน

ร่วมอบรมอาสาข้างเตียง
ช่วงทำงานอาสาอำนวยความสะดวกผู้ป่วยในโรงพยาบาล พี่ตุ้มจะไปถึงโรงพยาบาลตั้งแต่เวลา 06.45 น. เพื่อรอช่วยเหลือคนไข้ ณ จุดเจาะเลือด การเงิน และห้องยา พี่ตุ้มไม่ได้เพียงแค่ยืนรอให้คนเดินเข้ามาถาม แต่จะคอยสังเกตและเข้าหาคนไข้เพื่อช่วยเหลือในทันที ทั้งช่วยดูเอกสาร แนะนำขั้นตอนลำดับต่างๆ ซึ่งเธอมองว่าการอำนวยความสะดวกเหล่านี้ช่วยสร้างความอุ่นใจใจให้ผู้ป่วยในสถานการณ์ที่เร่งรีบของโรงพยาบาล ทั้งยังทำให้ได้รับความรวดเร็วขึ้นในการรับบริการ
สำหรับงานอาสาข้างเตียง พี่ตุ้มจะไปปฏิบัติหน้าที่ทุกวันพฤหัสบดีช่วงบ่าย เพื่อเป็นเพื่อนและรับฟังผู้ป่วยในโรงพยาบาล ให้ผู้ป่วยบรรเทาความทุกข์ใจ ผ่อนคลายจากความกังวล ความเงียบเหงา แม้เบื้องต้นจะกังวลว่าตนเองไม่มีความสามารถพอ แต่เธอกลับพบว่า ทักษะที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ความรู้ทางการแพทย์ แต่คือ การรับฟังด้วยหัวใจ
ประสบการณ์ความเจ็บป่วยในอดีตได้กลายเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้พี่ตุ้มเข้าถึงใจผู้ป่วยคนอื่นอย่างลึกซึ้ง เธอเข้าใจดีว่าในวันที่ร่างกายอ่อนแอ สิ่งที่คนไข้ต้องการไม่ใช่คำถามซ้ำๆเรื่องอาการป่วย แต่คือใครสักคนที่เข้าใจความเปราะบางนั้น พี่ตุ้มเล่าว่าตอนที่เธอรับคีโมเข็มแรก เธอต้องกอดพระที่แม่ให้แล้วร้องไห้เพียงลำพัง ความทรงจำนี้ทำให้เธอมีทัศนคติที่พิเศษในการทำอาสาข้างเตียง เธอจะไม่คะยั้นคะยอให้คนไข้พูด แต่จะนั่งเป็นเพื่อนอยู่ข้างๆ เช่น เคสลุงวัย 75 ปีที่เป็นเนื้องอกในสมองและชอบหลับตาหนีผู้คน พี่ตุ้มเลือกจะบอกลุงว่า “คุณลุงอยากหลับก็หลับไป เดี๋ยวตุ้มจะนั่งอยู่ข้างๆ” จนสุดท้ายลุงยอมลืมตาขึ้นมายิ้มและเปิดใจคุยกับเธอ
“เราเข้าใจโมเมนต์นั้น เราจึงไม่ถามว่าอาการเป็นยังไง… เราไม่ไปมุ่งประเด็นว่าคุณต้องเล่าสิ เราแค่ไปเป็นพื้นที่ปลอดภัย เป็นเพื่อนที่รับฟังเขาจริงๆ”
หนึ่งในเคสที่ประทับใจของพี่ตุ้ม คือคนไข้เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่ป่วยมาด้วยอาการชัก มีอาการกระตุกไปทั้งตัว เพราะระบบภูมิคุ้มกันตก เมื่อเข้าไปเยี่ยมน้องคนนั้น พี่ตุ้มไม่ได้ชวนคุยเรื่องความเจ็บป่วย แต่เรื่องแรกที่ชวนคุยคือเรื่อง “ตุ๊กตาหมีเนย” ที่เห็นวางอยู่ข้างเตียง
“เราพูดจากสิ่งแวดล้อมที่เห็นคือน้องหมีเนยว่าน่ารักจังเลย ขอป้าดูหน่อยได้ไหม เขาก็ยิ้มกว้างเลย เขาบอกว่าแฟนซื้อให้มาเป็นเพื่อน เราก็เลยเข้าใจแล้วว่า กำลังใจคืออะไร แล้วเขาก็ไม่ได้เล่าถึงโรคภัยไข้เจ็บ แต่เล่าถึงคนในครอบครัวว่ามีใครบ้าง เล่าว่าย่ารู้ว่าเขาชอบกินหมูแดง ก็ทำหมูแดงมาเยี่ยม ก็คุยกันพูดเล่นกับเขา ซึ่งเราสังเกตว่าตลอดเวลาน้องเขาเอาแขนไว้ใต้ผ้าห่มตลอด พอตอนจะลากลับ เราส่งมินิฮาร์ทให้ ปรากฏเขายกแขนจากผ้าห่มและส่งมินิฮาร์ทกลับมา ทำให้เราใจฟูมาก”
แม้จะเป็นสาวโสดที่ต้องดูแลตัวเองและอยู่เพียงลำพัง แต่พี่ตุ้มกลับมองว่านี่คือช่วงเวลาที่เธอมีคุณค่าและมีความสุข เธอไม่ได้ต้องการประกาศให้โลกรู้อะไรมากมาย แค่เพียงอยากเก็บความทรงจำและทำประโยชน์เพื่อคนอื่นเท่าที่กำลังผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะทำได้
นอกจากทำอาสาข้างเตียงและอาสาอำนวยความสะดวกผู้ป่วยในโรงพยาบาลแล้ว พี่ตุ้มยังสนุกกับการเป็นอาสาในหลากหลายบทบาท ทั้งอาสานำชมที่หอศิลป์กรุงเทพ ฯ อาสาหอสมุดรัฐสภา อาสารับฟังที่สติแอปพลิเคชัน และล่าสุดก็สมัครเป็นอาสากลุ่มมะเร็งเรียกพี่
พี่ตุ้มบอกเราว่าเธอตั้งใจทำงานอาสาต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าร่างกายจะไม่ไหว เพราะนี่คือ เป้าหมายในชีวิตจริงๆ ที่เลือกแล้ว