1. ถ้าต้องร่วมงานกับคนที่ไม่มีคุณธรรมในหน่วยงานสอนธรรม ควรไปต่อหรือพอแค่นี้คะ
เรื่องมีอยู่ว่าโยมบังเอิญได้เข้าไปทำงานจากคำชักชวนจากเจ้าหน้าที่วัดค่ะ และวัดดังกล่าวเป็นวันของครูธรรมที่เราเคารพยิ่ง และท่านเป็นไอดอลของเราค่ะ
ใจก็เลยคิดว่าโชคดีจังที่ได้ตอบแทนบุญคุณท่าน ที่เราได้นำคำสอนของท่านมาใช้ และได้รู้จักพุทธศาสนาที่ถูกต้องค่ะ
แต่พอได้เข้าไปทำงานก็ได้พบเห็นความบิดเบี้ยวของผู้นำจิตวิญญาณ ของเจ้าหน้าที่ และวงศาคณาญาติของผู้นำจิตวิญญาณ ที่ไม่ได้เดินไปในทางธรรมที่ครูธรรมของเราสอนไว้
ในตอนนั้นโยมรู้สึกไม่อยากทนนั่งดูวัดที่ครูของเราสร้างมาต้องอยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสมโดยที่โยมต้องนั่งรวมอยู่ในวงนั้นด้วย จึงลาออกมาค่ะ
แต่ครูยังมีอีกวัดหนึ่งที่เรามั่นใจว่าผู้นำมีธรรมแน่นอน จึงได้เข้าไปเป็นพุทธอาสา ทำงานให้โดยไม่คิดสตางค์ แต่ที่นี่มีเพียงผู้นำเท่านั้นที่มีธรรมค่ะ ท่านพบเห็น รู้เห็นสิ่งไร้ธรรมท่านจะตักเตือนด้วยข้อธรรม พูดกว้างๆ แต่แวดล้อมของท่านไม่ว่าจะห่มสีอะไร ต่างฟาดฟันกันยิ่งกว่าโลกธุรกิจ ต่างคนต่างเหยียบกัน หักหลังกัน รับชอบไม่รับผิด ชิงดีชิงเด่น เพื่อขึ้นสู่อำนาจ (ที่แต่ละคนคิดว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับตน)
โยมรู้สึกเหนื่อยค่ะ แต่ก็คิดว่าจะทำอย่างไรให้วัดที่ครูสร้างมาไม่ถูกปู้ยี่ปู้ยำด้วยเหล่าคนที่อ้างตัวว่าเป็นชาวพุทธ เป็นครูสอนธรรม ที่ต่างคนต่างอยู่เพื่อหาประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง

คุณควรร่วมงานกับคนเหล่านั้นเท่าที่ร่วมได้ หรือร่วมตราบเท่าที่ยังไม่ทำให้คุณต้องเสียหลักการ หรือต้องละทิ้งคุณธรรม นั่นหมายความว่าคุณควรเลือกงานที่ทำแล้วจะเกิดผลดีต่อส่วนร่วม ไม่เปิดโอกาสให้มีการทำผิดศีลผิดธรรมหรือทุจริต ไม่ว่าโดยตัวคุณเองหรือคนอื่น ถ้าสามารถปรับปรุงให้เกิดกฎระเบียบหรือกติกาที่เอื้อเฟื้อต่อธรรมได้ก็ยิ่งดี ข้อสำคัญอีกอย่างคือ ดูแลใจของตนให้ดี อย่าให้ความโกรธเกลียดครอบงำใจ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ควรทำจิตควบคู่กับการทำกิจ
ถ้าเป็นไปได้ควรถือเอาบุคคลเหล่านั้นเป็น “ครู” ของคุณ คือ เป็นตัวอย่างที่สอนให้เห็นถึงโทษของการหลงใหลติดยึดในโลกธรรม หรือในลาภ ยศ สรรเสริญ ที่คุณควรหลีกเลี่ยง ขณะเดียวกันก็เอาเขามาเป็นครูในแง่ที่ฝึกใจคุณไม่ให้เกิดความโกรธเกลียด เวลาเกี่ยวข้องกับเขา หรือเมื่อเจอการกระทำและคำพูดของเขา
2. อยากทราบแนวทางในการรับมือกับความทุกข์ในที่ทำงานค่ะ การพบสิ่งที่ไม่ชอบใจ ไม่ถูกต้อง และคน toxic ค่ะ

อะไรหรือใครก็ตามไม่อาจทำร้ายหรือก่อทุกข์ให้เราได้เท่ากับอารมณ์อกุศล เช่น ความโกรธ เกลียด พูดอีกอย่างคือ ไม่มีอะไรทำร้ายเราเท่ากับจิตที่วางไว้ผิด ดังมีพุทธพจน์ว่า “จิตที่ฝึกฝนผิดทางย่อมทำความเสียหายให้ ยิ่งกว่าศัตรูต่อศัตรูหรือคนจองเวรต่อคนจองเวร จะพึงทำให้กันเสียอีก”
ดังนั้นแม้คุณต้องเจอเจ้านายที่ลำเอียง เพื่อนร่วมงานที่เห็นแก่ตัว ก็ขอให้คุณดูแลใจคุณให้ดี เพราะการกระทำและคำพูดของเขาไม่ว่าจะย่ำแย่เพียงใดก็ทำร้ายใจคุณไม่ได้ หากคุณมีสติคอยรักษาใจไม่ให้ความโกรธเกลียดครอบงำจิตใจคุณ
พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เมื่อมือไม่มีแผล บุคคลจะจับต้องยาพิษก็ได้ ยาพิษนั้นไม่สามารถทำอันตรายได้” มือไม่มีแผลหมายถึงใจที่มีสติ มีธรรมกำกับ แม้จะต้องเจอกับ “ยาพิษ” คือการกระทำและคำพูดที่เลวร้าย ยาพิษนั้นก็ทำอะไรไม่ได้
นอกเหนือจากการทำใจแล้ว หากคุณสามารถทำได้มากกว่านั้นก็ยิ่งดี เช่น แนะนำตักเตือนคนที่ toxic ให้รู้จักระมัดระวังพฤติกรรมของตน หรือสร้างกฎ กติกา เพื่อควบคุมคนที่มีนิสัยแบบนั้น ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น
3. อยากขอความกระจ่างในการดูแลพ่อแม่
ตอนนี้ตกงานและกำลังใช้เงินเก็บในการดูแลตัวเองและคุณพ่อแม่ อยากทำให้ดีที่สุด
เครียดเวลาเห็นท่านเป็นทุกข์หรือเจ็บ แต่ตัวเองกังวลอนาคต มีหลายคนเตือนว่าให้ดูแลตัวเอง เก็บเงินไว้บ้าง อยากได้รับคำแนะนำ แนวทาง เพื่อวางใจค่ะ

การดูแลพ่อแม่ ไม่ควรดูแลทางกายเท่านั้น หากควรดูแลใจของท่านด้วย คุณจะดูแลใจท่านให้ดีได้ ก็จำต้องดูแลใจตนเองด้วย หากคุณเครียด กังวล ก็จะส่งผลต่อจิตใจของท่าน อันที่จริงแม้แต่การดูแลกายของท่าน จะทำได้ต่อเนื่องยาวนานได้ ก็ต่อเมื่อคุณดูแลใจและกายของคุณให้ดี เพราะหากคุณเจ็บป่วย ย่อมไม่สามารถดูแลท่านได้อย่างเต็มที่
ที่มีคนเตือนให้คุณดูแลตัวเองนั้นถูกต้องแล้ว แต่ก็ขอให้นึกถึงการดูแลกายและใจของตัวเองด้วย การเก็บเงินสำหรับดูแลตัวเองในวันข้างหน้าเป็นสิ่งสำคัญ ที่คุณควรใส่ใจ แต่อย่ากังวลกับมันมาก เพราะมันเป็นอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ตอนนี้สิ่งสำคัญคือดูแลตัวเองให้ดีเพื่อดูแลพ่อแม่ในวันนี้ให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องอื่น ควรนึกถึงบ้าง เตรียมตัวไว้บ้าง แต่อย่าถึงกับเอามาครุ่นคิดจนกังวลและเครียด เพราะแค่งานที่ทำตอนนี้ (คือดูแลพ่อแม่) ก็ทำให้คุณเหนื่อยอยู่แล้ว อย่าเอาปัญหาอนาคตที่ยังไม่เกิด มาซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้คุณเลย
4. สวัสดีครับ ตัวผมเองได้ศึกษาอ่านคำสอนของพระไพศาลในเรื่องไตรลักษณ์ เช่น อนิจจัง (ความไม่เที่ยง) และทุกขัง (ความเป็นทุกข์) และมีความเข้าใจทำให้ตัวเองไม่ค่อยทุกข์เวลาเจอสิ่งที่เปลี่ยนแปลง หรือไม่ได้ดั่งใจ และเข้าใจว่าสิ่งต่างๆ ไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงได้
แต่ในกรณีของอนัตตา การไม่มีตัวกู ของกู ความไม่มีตัวตนเป็นสิ่งที่ผมยังไม่เข้าใจ ว่าความหมายที่แท้คืออะไร และตัวผมเองรู้สึกว่ายังมีความยึดในตัวกู ของกู และมีอัตตา เช่นมีความอิจฉาเวลาผู้อื่นได้ดีกว่า มีความสนใจในความคิดเห็นของผู้อื่นของตนเอง ว่าเขาจะมองเราหรือรู้สึกกับเราอย่างไร และยังมีความอยากดีเด่นในสายตาคนอื่น ซึ่งเวลามีความคิดแบบนี้ก็จะรู้สึกผิด แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองยังมีความคิดแบบนี้ลึกๆ ในใจตลอด
จึงขออนุญาตเรียนสอบถามพระไพศาล 2 ข้อครับ
1. มีวิธีอย่างไรเพื่อที่จะลดและละในตัวตนได้
2. ความหมายที่แท้จริงของอนัตตาคืออะไรครับ และควรปฏิบัติตนหรือศึกษาอย่างไรให้เข้าใจและปฎิบัติได้ครับ

อนัตตาแปลว่าไม่ใช่ตัวตน พระพุทธเจ้าสอนเรื่องอนัตตาเพื่อบอกเราว่า ไม่มีอะไรที่ยึดถือเป็นตัวตนได้ ความหมายตามมาคือ ไม่สามารถสั่งหรือบัญชาให้เป็นไปดั่งใจได้ อันนี้รวมถึงทรัพย์สินเงินทอง ร่างกาย จิตใจ และคนที่อยู่รอบตัวเรา การยึดถือว่าอะไรหรือใครเป็นของเราล้วนแต่เป็นสิ่งสมมุติ หรือปรุงแต่งขึ้นด้วยใจของเรา (ที่ยังมีอวิชชา) อันนี้รวมถึง “ตัวกู” ซึ่งเป็นความสำคัญมั่นหมายในใจของปุถุชน (ที่ยังมีอวิชชา)
การลดละตัวกูของกูได้ ขั้นพื้นฐานคือ การให้ทาน หรือสละสิ่งของ ต่อมาคือการรักษาศีล ไม่ทำตามอำนาจของกิเลสหรือตัวกู ที่อยากได้ อยากมี ขั้นต่อมาคือการฝึกสติ ให้รู้เท่าทันอัตตา หรือมานะ(ซึ่งเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง) อย่าให้มันครองใจ หรือบังคับให้เรทำสิ่งที่เป็นโทษแก่ตัวเองและผู้อื่น
อัตตานั้นมีประโยชน์ ทำให้เราอยากทำความดี (เพราะกลัวถูกตำหนิติเตียน หรือเพราะอยากเป็นคนดี) แต่ถ้ายึดมั่นในอัตตามากก็จะเป็นทุกข์ เช่น อิจฉาคนที่ดีกว่าเรา สวย หล่อ หรือรวยกว่าเรา ทำให้เป็นทุกข์เมื่อถูกตำหนิหรือต่อว่าด่าทอ
ความรู้สึกที่ว่า หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่ถ้ามีสติ รู้เท่าทันได้ไว อารมณ์ดังกล่าวก็รบกวนจิตใจเราได้ยาก และหากมีสติ ก็จะรู้ทันอุบายของอัตตา ไม่ปล่อยให้มันครองใจ หรือบงการใจเรา
ขณะเดียวก็พยายามมองเห็นข้อดีของคำตำหนิ คำต่อว่าด่าทอ เช่น ช่วยลดอัตตา ไม่ส่งเสริมให้อัตตาฟูฟ่อง รวมทั้งยอมรับความล้มเหลว ความพ่ายแพ้ เพราะมองเห็นข้อดีของมันว่า ช่วยทำให้ถ่อมตัว และลดอัตตา ใหม่ ๆ เราก็ต้องอาศัยสติช่วยเตือนใจให้เรามองในมุมนี้บ้าง
สตินอกจากจะช่วยรักษาใจไม่ให้อัตตาครอบงำใจเราแล้ว ยังช่วยในการลดละหรือรื้อถอนความยึดมั่นในอัตตาได้ด้วย โดยเฉพาะเมื่อเจริญสติในรูปแบบ กล่าวคือเมื่อเดินอย่างมีสติ เดินด้วยความรู้สึกตัว ก็จะเริ่มเห็นว่า ที่กำลังเดินอยู่นั้น ไม่ใช่เราหรือ “กู”เดิน แต่เป็นรูปที่เดิน เวลามีความคิด ความโกรธเกิดขึ้น ก็จะเห็นว่า ความคิดและความโกรธนั้นไม่ใช่เรา มันเป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นในใจ รวมทั้งเห็นว่า ไม่ใช่เราคิดหรือเราโกรธ แต่เป็นใจที่คิด เป็นใจที่โกรธ การเจริญสติที่ถูกต้อง จะช่วยถอนความสำคัญมั่นหมายในตัวกู จนเห็นว่า ไม่มีตัวกู แท้จริงแล้วมีแต่รูปกับนามเท่านั้น
การปฏิบัติเพื่อลดหรือละความยึดติดในตัวตน อาตมาได้พูดไว้ในหลายที่ โดยเฉพาะที่วัดป่าสุคะโตหลังทำวัตรเย็น
หาดูหรือฟังได้จากเพจของวัดป่าสุคะโต
5. กราบนมัสการครับ ท่านพระอาจารย์ไพศาล กระผมมีเรื่องขอคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องการทำงานครับ
กระผมมีความรู้สึกไม่อยากทำงานที่ทำอยู่ปัจจุบัน เนื่องจากไม่ถนัดและไม่อินกับตัวเนื้องาน ซึ่งก็ได้พยายามปรับตัวและเรียนรู้ศึกษาเกี่ยวกับตัวเนื้องานแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าเรายังทำงานออกมาไม่ดีแม้ว่าจะพยายามแล้ว และไม่มีความสนุกกับการทำงาน ทุกวันจะมีความรู้สึกไม่อยากไปทำงาน
แต่ธุรกิจที่ทำอยู่เป็นธุรกิจที่มีความมั่นคงและสวัสดิการดี มีแต่คนอยากให้ทำต่อและเกาะธุรกิจนี้ไว้ทำไปจนเกษียณ แต่สิ่งที่ผมรู้สึกคือ เราควรจะเลือกอะไรดี ระหว่างทำงานที่สวัสดิการดีแต่ไม่มีความสุขในทุกวัน และรู้ตัวอยู่แล้วว่าทำงานออกมาได้ไม่ดี กับงานที่อาจจะไม่ได้สวัสดิการดีเท่า แต่เรายังรู้สึกว่าเราทำงานแล้วมีความสุข รู้สึกมีคุณค่ากับสิ่งที่ทำ
ถ้าหากว่าผมต้องการจะเปลี่ยนงาน หางานที่เราถนัดและมีประสบการณ์ ก็กลัวจะมีคนว่าว่าผมตัดสินใจผิดที่ไม่เลือกงานปัจจุบัน
จึงรบกวนขอคำแนะนำจากพระอาจารย์ไพศาลครับ

สำหรับอาตมา คุณค่าที่สำคัญของงาน มิได้อยู่ที่ผลตอบแทนเป็นตัวเงิน หรือชื่อเสียงเกียรติยศ แต่อยู่ที่ประโยชน์ของงานนั้นที่มีต่อส่วนรวม รวมทั้งคุณค่าในทางนามธรรมที่เกิดกับเราเมื่อได้ทำงานนั้น เช่น ความภาคภูมิใจ ความสุขใจ งานใดก็ตามแม้จะมีรายได้ดี มีสวัสดิการดี แต่ทำแล้วไม่มีความสุข ไม่รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ทำ หรือไม่ได้ตอบสนองคุณค่าในทางจิตใจ ในระยะยาวย่อมบั่นทอนจิตใจ และทำให้ชีวิตของเราย่ำแย่ลง ในทางตรงข้าม งานใด แม้จะมีรายได้ไม่มาก แต่ทำแล้วมีความสุข มีความภาคภูมิใจในตนเอง หรือตอบสนองความใฝ่ฝันของตน งานนั้นย่อมเติมเต็มจิตใจของเรา ทำให้ชีวิตงอกงามในระยะยาว งานแบบนี้ต่างหากที่น่าทำ
คนเรามีเวลาไม่มากในโลกนี้ แต่ละนาทีควรใช้ไปกับการทำสิ่งที่มีคุณค่าและจรรโลงใจ หากคุณไม่มีภาระที่ต้องดูแลคนอื่น และไม่มีความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ คุณควรใช้ชีวิตที่เหลือในการทำงานที่มีคุณค่า จรรโลงใจ ให้ความสุขภายใน รวมทั้งให้ผลตอบแทนตามสมควร แม้ไม่ถึงกับทำให้ร่ำรวย แต่ก็ช่วยให้ชีวิตมีความสุขภายใน ซึ่งมีเงินเท่าไหร่ก็หาซื้อไม่ได้ และเมื่อเลือกตัดสินใจทำงานนี้แล้ว ก็อย่าหวั่นไหวไปกับคำพูดของผู้คนเลย
6. มีคำถามอยากถามหลวงพ่อครับ… เรื่อง การฆ่าสัตว์เพื่อนำมาทำอาหาร ว่าบาปหรือไม่ครับ?
บางครั้งเราจับปลาที่เลี้ยงในบ่อที่เราเลี้ยงเองเพื่อใช้ทำอาหาร ประกอบอาหาร ซึ่งมีความจำเป็นต้องฆ่าด้วยตนเอง แบบนี้เราสามารถแก้ไขหรือลดทอนบาปอย่างไรครับ?

การฆ่าสัตว์โดยเจตนา ไม่ว่าเพื่อทำอาหารหรือเพื่อความสนุกสนาน ก็ล้วนเป็นบาปทั้งนั้น การลดทอนบาปในกรณีนี้คือ ทำเท่าที่จำเป็น หรือทำให้น้อยที่สุด คนแต่ก่อนจะงดจับปลาหรือฆ่าสัตว์ในวันพระ และลดลงเรื่อยๆ จนเลิกในที่สุด คุณลองทำแบบนี้ดูบ้าง และหากยังจำต้องฆ่าปลาเพื่อเป็นอาหาร ก็ควรทำให้น้อยที่สุด หรือเปลี่ยนจากการกินอาหารที่มีเนื้อสัตว์ มาเป็นมังสวิรัติ รวมทั้งพยายามอุทิศบุญกุศลให้แก่สัตว์เหล่านั้นทุกครั้งที่มีโอกาส