ถามทางโลก ตอบทางธรรม (ตุลาคม 2569)

เครือข่ายพุทธิกา 30 ตุลาคม 2026

คำถามที่ 1

คำกล่าวที่ว่า “สิ่งทั้งปวงล้วนไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อม ดับไป ไม่มีอะไรที่สามารถยึดเป็นตัวเป็นตนได้” เมื่อฟังเช่นนี้ทำให้ไม่หลง เพราะรู้ความจริง ยอมรับได้ แต่ถ้าเสื่อมและดับไปก่อนเวลาอันควรเราควรวางใจอย่างไรให้ยอมรับ

ตอบคำถาม

ก่อนอื่นควรเข้าใจให้ถูกต้องว่า “สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อม ดับไป” นั้น คือความจริงที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความปรารถนาของเรา รวมทั้งไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเราด้วย ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบ พร้อมหรือไม่พร้อม ถ้าเหตุปัจจัยถึงพร้อม สิ่งต่าง ๆ ย่อมแปรเปลี่ยน เสื่อมสลาย หรือหายไป ดังนั้นเมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เราจึงควรทำใจล่วงหน้าว่าทุกสิ่งที่มีหรือทุกคนที่เราเกี่ยวข้องย่อมแปรเปลี่ยน เสื่อมสลาย หรือดับไป ไม่ช้าก็เร็ว โดยไม่รอว่าเราพร้อมหรือยัง และไม่ขึ้นอยู่กับ “ความควร” หรือ “ไม่ควร” ตามความคิดของเรา

ดังนั้นเมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเสื่อมหรือดับไปก่อน “เวลาอันควร” (ซึ่งหมายถึง จากไปเร็วกว่าที่เราคิด) ก็ควรยอมรับ โดยตระหนักว่า ถ้าเราไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น เอาแต่คร่ำครวญ คับแค้น ความทุกข์ก็จะเกิดขึ้นกับเราเอง ในขณะที่สิ่งนั้นมิอาจหวนคืนกลับมาได้ พูดอีกอย่าง การไม่ยอมรับ นอกจากไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นแล้ว ยังก่อผลเสียต่อเราเอง แทนที่จะเสียแค่ ๑ คือเสียสิ่งนั้นไป ก็เสีย ๒ คือ เสียสิ่งนั้นด้วย และเสียใจด้วย อาจนำไปสู่การเสียสุขภาพ และเสียงานตามมา เป็นลูกโซ่

การตระหนักถึงโทษของการไม่ยอมรับ จะช่วยให้เรายอมรับความสูญเสียได้ง่ายขึ้น เพราะป้องกันมิให้ความทุกข์ใจเกิดขึ้น จะทำเช่นนั้นได้ ต้องมีสติ ช่วยให้ใจไม่ปฏิเสธผลักไสเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งช่วยให้ใจปล่อยวางสิ่งที่เสียไป รวมทั้งทำให้ระลึกได้ว่า หากคร่ำครวญ เสียใจ คับแค้นใจ ก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น

นอกจากการยอมรับแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราควรทำคือ หาประโยชน์จากสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นคือเอามาเป็นบทเรียนย้ำเตือนตนเองว่า อะไร ๆ ก็ไม่เที่ยง จะเสื่อมสลายหายไปเมื่อไรก็ได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความควร หรือไม่ควร ดังนั้นจึงไม่ควรยึดติดถือมั่นสิ่งใดว่าจะคงอยู่กับเราไปนาน ๆ หรือไม่คาดหวังว่าสิ่งต่าง ๆ (หรือผู้คน) จะจากไปต่อเมื่อถึงเวลาอันควรเท่านั้น (ซึ่งสำหรับหลายคน มันคืออนันตกาล หรือชั่วฟ้าดินสลาย)


คำถามที่ 2

การที่สัตว์เลี้ยงที่รัก คือนกที่เลี้ยงมานานจนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว บินหลุดหายไปในวันธรรมดาๆ วันหนึ่งโดยที่ไม่เคยได้เตรียมใจไว้ก่อน จะจัดการกับความรู้สึกอย่างไรดีคะ เพราะยากยิ่งกว่าสัตว์เลี้ยงตายจาก เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ข้างนอกฝนตกหนัก บางพื้นที่มีน้ำท่วม แล้วน้องจะอยู่อย่างไร หาอาหารกินเองก็ไม่เป็น

ตอนนี้น้องหลุดหายมา 1 เดือนกว่าแล้ว พยายามตามหาทุกทาง ทั้งติดประกาศ ขับรถหา ประกาศหาทางโซเชียล ก็ไม่เจอเลย จนต้องพยายามทำใจว่าน้องอาจไม่มีชีวิตอยู่แล้ว แต่บางครั้งก็มีความหวัง พยายามสวดมนต์แผ่เมตตา แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นทุกข์ทรมานกับความคิดและความไม่รู้ชะตาชีวิตของน้องมากๆ ค่ะ

ตอบคำถาม

อาตมาเห็นใจที่คุณประสบเหตุการณ์ดังกล่าว ตอนนี้คุณคงทำได้แค่สวดมนต์แผ่เมตตาให้เขาอยู่รอดปลอดภัย แต่ก็ควรเผื่อใจไว้ด้วยว่า เขาอาจมีอันเป็นไปแล้วก็ได้

การเลี้ยงสัตว์ที่น่ารัก ย่อมให้ความสุข และความเพลิดเพลินใจแก่ผู้เลี้ยง แต่ก็ควรตระหนักด้วยว่า ไม่ว่าเราทำอะไร ผลดีย่อมตามมาพร้อมกับผลเสีย เหมือนหน้ามือกับหลังมือ ไม่มีอะไรที่ดีล้วน ๆ ในยามที่เราได้รับความสุขจากสิ่งใด เช่น สัตว์เลี้ยง ก็ควรตระหนักว่า ความสุขนั้นไม่เที่ยง และไม่ได้มาเปล่า ๆ กล่าวคือมี “ราคา”ที่เราต้องจ่ายเพื่อแลกกับความสุขนั้น “ราคา”ที่ว่า ไม่ได้หมายถึง เงิน และเวลาเท่านั้น แต่รวมถึงโอกาสที่จะเกิดความทุกข์ ทั้งจากการดูแลเขาในยามเจ็บป่วย และเศร้าเสียใจเมื่อจากเขาไป

ก่อนที่จะเลี้ยงสัตว์ที่น่ารัก ควรถามตัวเองก่อนว่าเราพร้อมที่จะจ่ายหรือเสียอะไรบางอย่างไปเพื่อแลกกับความสุขจากการเลี้ยงสัตว์เหล่านั้นไหม หรืออย่างน้อยก็เตือนใจตัวเองว่า เราจะต้องเจออะไรบ้างในวันข้างหน้าหากเลี้ยงสัตว์ดังกล่าว หากเราพร้อมที่จะจ่าย หรือเสีย หรือเจอสิ่งร้าย ๆ จึงค่อยเดินหน้าเอาสัตว์เหล่านี้มาเลี้ยง แต่ถ้าไม่พร้อม อาตมาแนะว่า อย่าเอาเขามาเลี้ยงเลย จะดีกว่า เพราะถึงแม้เขาไม่หนีหายไป หรือถูกใครขโมยไป สักวันหนึ่งเขาก็ต้องป่วย และต้องตาย ถึงตอนนั้นถ้าเราไม่ได้เตรียมใจไว้เลย เราก็จะมีความทุกข์ เศร้าโศกเสียใจ หรือถึงกับโทษตัวเองว่าทำไมไม่ดูแลเขาให้ดี เขาป่วยก็ยังไม่รู้ ปล่อยให้ป่วยหนักจนตาย ฯลฯ

แต่ในเมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว สิ่งหนึ่งที่คุณทำได้ก็คือ ยอมรับว่าเขาอาจไม่ได้กลับมาหาคุณอีก การยอมรับเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยคุณได้ในยามนี้ เพราะถ้าคุณไม่ยอมรับ คุณก็จะทุกข์ใจ โดยที่ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย อีกสิ่งที่ทำได้คือ อุทิศบุญกุศลให้เขา หากเขามีอันเป็นไป ก็ขอให้ประสบสุขในสัมปรายภพ หรือขอให้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้พบสิ่งดี ๆ ที่เกื้อกูลชีวิตจิตใจให้เจริญงอกงาม


คำถามที่ 3

ดูดวงเกี่ยวกับราศี ฟังคำทำนายว่ามีพระเสาร์เข้า จะทำให้ชีวิตติดขัด มีภาระมีปัญหา เหนื่อยเครียด กดดัน และอึดอัด บางครั้งก็รู้สึกท้อเหมือนเจอแต่เรื่องไม่ดี เราควรจะวางใจอย่างไรดีครับ

ตอบคำถาม

คำทำนายที่ถูกก็มี แต่ส่วนใหญ่คำทำนายมักจะไม่ถูกต้อง หรือไม่ก็พูดแบบคลุม ๆ ประเภทว่า มองอย่างไรก็มีเค้าว่าถูกต้อง เช่น คนส่วนใหญ่รู้สึกว่า “ชีวิตติดขัด มีภาระมีปัญหา เหนื่อย เครียด กดดัน และอึดอัด” มีน้อยคนที่คิดว่าชีวิตของตัวเองราบรื่น โปร่งเบา มีแต่โชคลาภ สนุก ผ่อนคลาย แม้แต่คนที่มีเงินมากมาย มีตำแหน่งสูง ๆ ลูกน้องมาก ส่วนใหญ่ก็รู้สึกเครียด กดดัน ไม่สมหวัง ทั้งนี้เพราะส่วนใหญ่คาดหวังจากชีวิตไว้สูง แม้ได้เงิน ๑๐๐ ล้าน ก็ยังรู้สึกว่าน้อยไป ไร้โชค เพราะคาดหวัง ๑๐๐๐ ล้าน

ดังนั้นอาตมาจึงอยากแนะนำคุณว่า คำทำนายแบบนี้ ฟังหูไว้หู อย่าเชื่อหรือเอาจริงจังกับมันมาก จะว่าไปแล้ว ในทัศนะของพุทธศาสนา ดวงชะตา ราศี หรือฤกษ์ยาม ย่อมแพ้กรรม ดังมีเรื่องเล่าว่า กษัตริย์เมืองหนึ่งกำลังทำสงครามกับอีกเมืองหนึ่ง โหรทำนายว่า กษัตริย์พระองค์นี้จะชนะสงคราม แต่เป็นเพราะเชื่อโหร พระองค์จึงไม่ตระเตรียมทหารให้ดี ผลสุดท้ายก็แพ้กษัตริย์อีกฝ่ายหนึ่ง (ซึ่งโหรทำนายว่าจะแพ้ แต่พระองค์ไม่เชื่อโหร ตระเตรียมไพร่พลและการรบอย่างดี) เรื่องนี้มีภาษิตสอนใจว่า
“ความเพียรของคนผู้ไม่ลดละ แม้แต่เทวดาก็ขัดขวางหรือกีดกันไม่ได้” นี้เป็นเรื่องราวในชาดกเรื่องหนึ่ง ซึ่งชี้ว่า กรรมหรือการกระทำของมนุษย์นั้น มีอานุภาพเหนือโชคชะตาหรือการดลบันดาลของเทวดา

ดังนั้นอาตมาจึงขอแนะนำคุณว่า อย่าเชื่อคำทำนายมาก หากเอามาเตือนใจให้ไม่ประมาท นั้นดีแล้ว แต่อย่าให้มันมีอิทธิพลต่อจิตใจของคุณ ขอให้เชื่อมั่นในการกระทำที่ประกอบด้วยธรรม อาทิ วิริยะ สติ ปัญญา หากมีคุณธรรมดังกล่าวแล้ว แม้เจอร้ายก็กลายเป็นดี หรือเปลี่ยนหนักให้เป็นเบา อันที่จริง แม้เจอทุกข์ก็ยังมีสุขได้ ดังมีพุทธพจน์ว่า “ ผู้มีปัญญา แม้ประสบทุกข์ ก็ยังหาสุขพบ”


คำถามที่ 4

เนื่องจากพุทธศาสนาสอนว่าเวลาก่อนตายจิตที่สงบจะนำไปสู่ภพภูมิที่ดี (ไม่ต้องไปนรก) มีบุคคลที่มีความคิดว่าถ้าตนเองรู้ตัวว่าป่วยหรือใกล้ตาย ก็จะไปสวิตเซอร์แลนด์เพื่อขอให้หมอฉีดยาให้ตายอย่างสงบ (การุณยฆาต) การกระทำอย่างนี้จะมีผลตรงตามที่คาดหวังจริงหรือไม่ เพราะเหตุใด

ตอบคำถาม

การุณยฆาตนั้น แม้จะช่วยให้ตายโดยไม่มีความทุกข์ทรมาน แต่ความสงบที่เกิดขึ้นนั้นเป็นแค่ความสงบทางกาย ส่วนใจจะสงบหรือไม่ ยังบอกไม่ได้ เพราะแม้ร่างกายไม่เจ็บปวด แต่หากใจมีความรังเกียจการมีชีวิตอยู่ หรืออยากให้ตายเร็ว ๆ ก็ยังเรียกไม่ได้ว่าใจมีความสงบ แท้ที่จริงตอนนั้นเรียกได้ว่าจิตมีอารมณ์และความคิดที่เป็นอกุศล ซึ่งไม่เอื้อให้ไปสู่ภพภูมิที่ดีได้

นี้ก็เช่นเดียวกับคนที่ตายแบบฉับพลันเพราะหัวใจวายตายหรือไหลตาย แม้ใคร ๆ จะบอกว่าเป็นการ “ตายดี” แต่เขามองข้ามความจริงไปอย่างว่า แม้กายจะดับ แต่จิตยังไม่ดับ ยังสามารถรับรู้ได้หลังหัวใจหยุดเต้นหรือสมองหยุดทำงานแล้ว จิตที่ไม่ดับ หากยังมีความห่วงหาอาลัยลูกหลานและคนรัก หรือยังมีความโกรธ พยาบาท หรือความรู้สึกผิดอยู่ ก็มิอาจไปสู่สุคติได้

คนที่ตายด้วยการุณยฆาตก็เช่นกัน แม้หัวใจหยุดเต้น หมอวินิจฉัยว่าตายแล้ว แต่จิตยังไม่ดับ (ต้องให้เวลาผ่านไปสักพักกว่าจะดับ) หากจิตยังมีความอาลัยอาวรณ์ ยังห่วงลูกหลาน ห่วงทรัพย์ มีอารมณ์อกุศลค้างคาจนถึงจิตสุดท้าย ก็ย่อมมีทุคติเป็นที่หมาย


คำถามที่ 5

ด้วยสังคมปัจจุบันต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างเร่งทำมาหากิน เร่งพัฒนาตัวเองในทางวัตถุ และวิทยาการต่างๆ เพื่อพาให้ชีวิตดีขึ้นในทางเศรษฐศาสตร์ ทำให้หลายคนมีข้อกังขาว่า “ทำไมต้องธรรม?” เจ้าค่ะ โยมกราบพระอาจารย์ได้โปรดเมตตาชี้แนะด้วยเจ้าคะ

ตอบคำถาม

การทำมาหากิน หากไม่มีธรรมมาช่วยกำกับ ก็อาจก่อให้เกิดทุกข์ได้ เช่น ใช้วิธีการที่มิชอบ ทุจริต คอร์รัปชั่น หรือลักขโมย แม้ทำสำเร็จ แต่ก็ต้องลงเอยด้วยความทุกข์ นอกจากอยู่ร้อนนอนทุกข์แล้ว หากความจริงเปิดเผยออกมา ก็ต้องรับโทษ ไม่ว่าจากบ้านเมืองหรือจากสังคม

อันที่จริงแม้ใช้วิธีการที่ถูกต้อง แต่ถ้าวางใจไม่ถูก มีความโลภ หรือคิดถึงแต่ความสำเร็จ ก็ย่อมเกิดความเครียด ความคับแค้นใจ เมื่อไม่เกิดผลลัพธ์อย่างต้องการ เช่น ได้เงินน้อยกว่าที่คิด หรือประสบความล้มเหลว ยังไม่ต้องพูดถึงคำวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นแม้ประสบความสำเร็จ ใครที่ไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ (โลกธรรม ๘) ก็ย่อมเป็นทุกข์

แม้ได้เงินมาอย่างที่ต้องการ แต่ใช้เงินในทางที่ผิด เช่น ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย มุ่งปรนเปรอตน ไม่รู้จักเก็บหอมรอมริบ หรือทำตรงข้าม คือ ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่รู้จักเลี้ยงตนและคนในครอบครัวให้มีความสุข อีกทั้งไม่รู้จักแบ่งปัน หรือใช้เงินนั้นทำความดี สร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม ซ้ำตกเป็นทาสของเงิน สยบมัวเมาในทรัพย์ที่หามาได้ ก็ย่อมมีความทุกข์ โดยเฉพาะเมื่อทรัพย์นั้นร่อยหรอ สูญหาย หรือมีอันเป็นไป

สรุปก็คือแม้ผู้คนจะมีความเจริญมั่งคั่งในทางวัตถุ แต่หากไม่มีธรรมมากำกับ ช่วยให้การหาเงินและใช้เงินเป็นไปในทางที่ถูกต้อง และช่วยให้จิตใจไม่ลุ่มหลงในทรัพย์ที่มีหรือหามาได้ ก็ยากที่จะมีความสุขใจได้ มีแต่ความสุขกาย เห็นได้จากผู้คนมากมายทุกวันนี้ แม้มีความสะดวกสบายมากกว่าแต่ก่อน กลับมีความเครียดมากกว่า เป็นโรคจิตโรคประสาทมากกว่า รวมทั้งเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าด้วย


คำถามที่ 6

ดิฉันยอมที่จะละทิ้งทรัพย์และสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งใช้เวลาสะสมและสร้างมาตลอดเกือบ 15 ปี พร้อมสามี แต่หลังจากสามีเสียชีวิต (ดิฉันและสามีไม่ได้จดทะเบียน และสามีก็ไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ให้) ดิฉันไม่ได้จัดสรรทรัพย์สินใดๆ เลย จึงทำให้ลูกของสามีและภรรยาเก่าซึ่งหย่ากันเรียบร้อยแล้วมาเรียกร้องทรัพย์สิน และขับไล่ดิฉันออกจากพื้นที่โดยการฟ้องร้อง

ในครั้งแรกดิฉันพยายามทำใจ แต่ก็หลายครั้งที่ถูกรังแกโดยการกล่าวหาใส่ร้าย จึงทำให้ดิฉันฟ้องร้องเรียกทรัพย์สินร่วมกลับไป แต่สิ่งที่ได้คือการบั่นทอนจิตใจ เสียทรัพย์ เสียสุขภาพจิต และไม่ได้สร้างสรรค์สิ่งที่ดีขึ้นเลย เพราะยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องคดีความและการต่อสู้แย่งชิงหาหลักฐาน และต้องจ่ายค่าทนายทุกศาล

จนดิฉันติดตามเพจของพระอาจารย์และบทความธรรมะต่างๆ จากหลายๆ ท่าน จึงคิดได้ว่าความสุขของเราไม่ได้อยู่ที่การแย่งชิงสิ่งเหล่านี้ จึงยอมไกล่เกลี่ยตามที่เขาเสนอมาและยอมเสียสละสิ่งที่ได้มา

มันไม่มีคำว่าคุ้มค่าหรือเหมาะสมสำหรับวันเวลาที่สร้างมา ทำมาหากิน เวลาที่สูญเสียไป และความดีที่เราดูแลสามีซึ่งเจ็บไข้ได้ป่วยได้เลย

สุดท้ายเรายอมเสียสละ บางคนว่าเราโง่ บางคนว่าเราทำไมต้องยอม จึงอยากได้ข้อคิดจากพระอาจารย์ว่าเราโง่หรือเรายอมแพ้คะ สำหรับเหตุการณ์นี้

เรื่องนี้หลายคนคงโดนแบบดิฉัน ขอคำสอนจากพระอาจารย์เพื่อเป็นแนวทางให้กำลังใจกับอีกหลายๆ คนที่กำลังประสบปัญหาเช่นดิฉัน และขออนุโมทนาบุญกับการที่จะได้แบ่งปันข้อคิดหรือแนวทางให้หลุดพ้นจากความทุกข์ สาธุ ขออนุโมทนาบุญค่ะ

ตอบคำถาม

คุณไม่ใช่คนโง่หรอก หากคุณมองเห็นชัดว่า การสู้คดีมีแต่จะทำให้ทุกข์มากขึ้น การยอมความหรือไกล่เกลี่ย แม้คุณจะไม่ได้สิ่งที่ต้องการดั่งใจ แต่ขอให้ตระหนักว่า มีสิ่งหนึ่งที่คุณได้รับ และมีคุณค่ามาก นั่นคือ ความสงบสุขในชีวิต นี้คือความสุขที่เงินเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้ อย่าไปหวั่นไหวกับคำพูดของคนอื่นเลย เพราะเวลาคุณทุกข์ คนอื่นไม่ได้ทุกข์กับคุณด้วย

ในชีวิตนี้เราต้องเจอสิ่งที่ถูกใจและไม่ถูกใจ หลายอย่างที่เกิดขึ้นกับเรานั้นไม่ถูกต้อง ไม่แฟร์ (ในความคิดของเรา) แต่โลกก็เป็นเช่นนี้เอง ถ้าเราหวังความถูกต้อง หรือความแฟร์(ในความคิดของเรา)จากโลกนี้ เราก็จะทุกข์ เพราะทุกอย่างในโลกนี้เป็นไปตามเหตุปัจจัย จะถูกต้องหรือไม่ อยู่ที่มุมมองของเรา และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะทุกข์หรือสุข อยู่ที่ปฏิกิริยาของเรา อะไรที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง เราควรแก้ไข เพื่อทำให้เกิดความถูกต้องขึ้น แต่หากทำไม่ได้หรือไม่สำเร็จ อย่างเดียวที่เราทำได้คือยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น มิเช่นนั้นเราเองนั่นแหละที่จะเป็นทุกข์หรือคับแค้นใจ

แม้โลกจะมีความไม่ถูกต้องเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งที่เราควรทำคือ วางใจของเราให้ถูกต้อง นั่นคือยอมรับความจริง และไม่ปล่อยให้ความโกรธ เกลียด คับแค้นใจครอบงำจิต เพราะหากปล่อยให้มันครอบงำใจ ใจเราก็จะเกิดความไม่ถูกต้องขึ้นมา คือเกิดความรุ่มร้อนเพราะโกรธ เกลียด และอาจนำไปสู่การพูดหรือการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งมีแต่จะนำพาความทุกข์มาสู่เรา กลายเป็นทุกข์หนักขึ้น หรือเป็นการซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้ตนเอง