1. เรียนถามพระอาจารย์ค่ะ
ถ้าโยมคนหนึ่ง ในที่ทำงานเป็นระดับผู้จัดการและทำความคับแค้นใจให้ลูกน้องเสมอ แต่ถ้าเป็นคนในครอบครัวจะเปลี่ยนเป็นคนละคน พูดจาไพเราะ อ่อนหวาน และโยมผู้นี้ได้ทำบุญถวายปัจจัยกับพระอาจารย์ แล้วอาจารย์ให้ศิษย์ทุกคนร่วมอนุโมทนาบุญนี้ และพระอาจารย์กล่าวว่าเป็น ‘เศรษฐีใจบุญ’
อยากถามพระอาจารย์ว่าเราควรวางใจกับคำว่า ‘เศรษฐีใจบุญ’ นี้อย่างไรคะ ขอบคุณค่ะ

เราทุกคนไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรือดีพร้อม คนบางคนชอบเข้มงวดกับลูกน้อง แต่ใจดีโอบอ้อมอารีกับเพื่อน ๆ ส่วนคนบางคนเข้มงวดกับลูก แต่ใจดีกับลูกน้อง คนที่คุณพูดถึงอาจเป็นแบบนี้ก็ได้ ในแง่นี้เขาเป็นตัวอย่างที่ดี สอนให้เรามองคนอย่างรอบด้าน ไม่ด่วนสรุปเมื่อเห็นด้านใดด้านหนึ่งของเขา อย่างไรก็ตามเป็นไปได้ว่า เขาเป็นคนชอบสร้างภาพ ทำอะไรก็หวังผล หรือปฏิบัติกับผู้คนโดยคำนึงถึงฐานะ มีการเลือกปฏิบัติ แม้แต่การทำบุญก็ยังหวังสร้างภาพ
คนแบบนี้ก็สามารถเป็นครูให้กับเราได้ว่า เราควรดูแลใจของตัวเอง อย่าได้เป็นอย่างนั้น เพราะใครก็ตาม หากไม่ดูแลรักษาใจของตนให้ดี ก็มีโอกาสเป็นอย่าง ‘เศรษฐีใจบุญ’ คนนี้ได้ไม่ยาก คือใครที่อยู่ ‘ต่ำ’ กว่าตน ก็ใช้อำนาจตามอำเภอใจ แต่ใครที่อยู่ ‘สูง’ กว่าตน ให้ประโยชน์แก่ตนได้ ก็นอบน้อม ทำดีด้วย นี้เป็นเพราะอำนาจของกิเลส คือ ตัณหา และมานะ (ความถือตัวถือตน ติดยึดในภาพลักษณ์) ซึ่งมีอยู่ในคนทุกคน และพร้อมจะแสดงอำนาจออกมาเมื่อมีโอกาส (เช่น ได้เป็นหัวหน้า มีอำนาจเหนือคนอื่น)
2. การยึดติดกับความถูกต้องจนทำให้ใจโมโหและเป็นทุกข์ เช่น การที่มีคนขับรถชอบมาแทรกเลนเพื่อเบียดขึ้นสะพานโดยไม่ต่อแถว ควรจะต้องใช้ธรรมะข้อไหนเพื่อพิจารณาให้ใจไม่โมโหเป็นทุกข์จากการถูกเอาเปรียบครับ
ขอบพระคุณพระอาจารย์ล่วงหน้าครับ

ในกรณีนี้ธรรมข้อสำคัญที่ควรมี คือ สติ ช่วยให้ใจไม่ถลำเข้าไปในความโกรธ หรือช่วยให้ความโกรธไม่ครอบงำใจ จนลืมตัว หาไม่แล้วก็อาจชักนำให้ทำสิ่งที่เป็นโทษแก่ตัวเอง เช่น บีบแตรไล่ ตะโกนด่า หากคนขับรถคันนั้นเป็นคนพาล อารมณ์วู่วาม หรือถือตัวว่ามีพ่อเป็นนายตำรวจใหญ่ หรือนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพล เขาอาจทำร้ายคุณได้
การมีปัญญาเห็นโทษของความยึดติดถือมั่นในความถูกต้องก็สำคัญ ความถูกต้องแม้เป็นสิ่งดี แต่ถ้ายึดติดถือมั่น ก็ย่อมเกิดโทษได้ เช่น เกิดความโกรธเกลียดเมื่อเห็นคนอื่นทำสิ่งไม่ถูกต้อง ทำให้ลืมตัว ขาดสติ ทำสิ่งที่ไม่สมควร หรือเกิดโทษทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นได้ ขณะเดียวกันเมื่อเห็นว่าตนเองทำถูกต้อง ถ้าไม่ระวัง ก็จะเกิดความหลงตนว่าดี มานะ (ความถือตัว หรือที่คนสมัยใหม่เรียกว่าอีโก้) ฉวยโอกาสครอบงำใจ ไม่ฟังคนอื่น เวลามีความขัดแย้ง ก็คิดแต่จะเอาชนะ ไม่ยอมแพ้ เพราะคิดว่า “กูถูก” และ “มึงผิด” เกิดปัญหาบานปลาย
3. จากที่พระอาจารย์เคยเมตตาตอบว่า “สมถะเพื่อให้จิตสงบและวิปัสสนาเพื่อให้มีปัญญา โดยมักเริ่มจากสมถะก่อน”
มีคำถามว่าขณะเริ่มปฏิบัติสมถะภาวนา แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าควรจะเริ่มทำวิปัสสนาได้แล้ว หรือว่ามันจะดำเนินต่อไปเองโดยอัตโนมัติครับ

เวลาที่จิตเริ่มสงบ หรือสงบสักพัก เป็นเวลาที่ควรเริ่มทำวิปัสสนา หรือพิจารณากายและใจ หาไม่จิตจะเพลินกับความสงบ ดื่มด่ำในความสงบ จนแช่นิ่งอยู่อย่างนั้น ทำให้การปฏิบัติเนิ่นช้า อีกทั้งยังทำให้ทุกข์ง่าย เมื่อความสงบนั้นแปรเปลี่ยนไป
4. มีความวิตกกังวลเรื่องสุขภาพมากค่ะ เป็นอะไรนิดนึงก็กลัว ควรจะแก้ไขและมีวิธีวางใจอย่างไรคะ

ความกลัวเกิดจากใจที่คิดไปล่วงหน้าในทางลบทางร้าย ปรุงแต่งภาพอนาคตในทางแย่ ๆ ทำให้เกิดความกลัว หรือวิตกกังวล ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้น (พูดอีกอย่างคือ กลัวความคิดของตนเอง) ในกรณีเช่นนี้ควรพาจิตกลับมาอยู่กับปัจจุบันจะทำเช่นนั้นได้ต้องมีสติเพราะช่วยให้รู้ทันความคิดหรือรู้ว่าจิตไปอยู่กับอนาคตแล้ว
ขณะเดียวกันควรเตือนตนด้วยว่า สิ่งเลวร้ายที่คิดนั้น อาจไม่เกิดขึ้นก็ได้ อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ หาไม่จะเป็นการซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้ตน
การหาความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการบางอย่างที่ผิดปกติ อาจช่วยให้คลายความวิตกได้ หากรู้ว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเป็นเรื่องธรรมดา