สวัสดีค่ะ หนูมีคำถามในใจมาสักพัก และหาคำตอบไม่ได้ เห็นว่าตอนนี้เป็นเดือนแห่งวันแม่พอดี เลยอยากกราบขอความคิดเห็นพระอาจารย์ค่ะ
แม่ของหนูเติบโตมาในครอบครัวคนจีน มีพี่น้องหลายคน แม่เป็นลูกคนที่ 2 (ลูกสาวคนโต) ตั้งแต่เล็กแม่ไม่ได้รับโอกาสให้เรียนหนังสือสูงๆ แต่กลับถูกบังคับให้ทำงานเลี้ยงน้อง ถูกบังคับให้แต่งงาน และตลอดชีวิตแม่ แม่แทบไม่เคยได้รับคำชื่นชมหรือความยินดีในความสำเร็จจากคุณยาย มีแต่คำพูดด่าทอให้เสียน้ำใจเหมือนไม่ใช่ลูกคนหนึ่ง
แต่เมื่อคุณยายป่วยหนัก แม่หนูทั้งพาไปรักษาโรงพยาบาลเอกชน ไปนอนค้างเฝ้าที่รพ. ออกค่ารักษาพยาบาลแทนลูกคนอื่น ซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงหาอาหารดีๆ ให้รับประทาน ในขณะที่พี่น้องคนอื่นๆ กลับทะเลาะแย่งสมบัติกัน มีแต่แม่กับน้องสาวอีก 1 คนที่คอยเทียวไปเทียวมาดูแลคุณยาย โดยที่ไม่ได้หวังอะไรนอกจากให้คุณยายได้อยู่สบายที่สุดเพียงเท่านั้น
จนวันหนึ่ง คุณยายกลับถูกเป่าหูจากลูกคนอื่น กล่าวหาแม่กับน้องแม่อีกคน ว่าที่มาดูแลก็เพราะต้องการสมบัติ และบอกแม่ว่าไม่ควรกลับมาเหยียบที่บ้านอีก เพราะแม่เป็นลูกผู้หญิง เมื่อแต่งงานแล้วก็ถือว่าเป็นคนของครอบครัวอื่น ไม่มีส่วนร่วมในเรื่องของพี่น้องตนเองอีกต่อไป
แม่หนูจึงถามกลับไปว่า “ในใจยายมีแม่บ้างไหม”
ยายตอบว่า “ไม่เคยมี และที่ผ่านมาตนไม่เคยขอร้องให้ลูกมาดูแล เป็นการตัดสินใจของแม่หนูเอง”
หนูรู้จักแม่มาทั้งชีวิต แม่ไม่เคยเลยที่จะใฝ่ในทรัพย์ของใคร แม่เจียมตัวและรู้สถานะตนเองในบ้านคุณยายมาตลอด คำพูดในวันนั้นทำให้แม่เสียใจมาก แม่บอกว่าจะไม่กลับไปเหยียบที่บ้านนั้นอีก
แต่แม่เคยถามหนูมาหนึ่งคำ ซึ่งยังคงติดอยู่ในใจหนูเรื่อยมา แม่ถามว่า “ถ้าคุณยายเป็นทุกข์เพราะเรื่องแม่ในลมหายใจสุดท้ายของชีวิต แม่จะตายไปตกนรกไหม”
หนูทราบดีว่าพระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับพระคุณของบิดามารดา ศาสนาพุทธเปรียบบุพการีคือพระในบ้าน แต่ในเมื่อพระในบ้านของแม่ไม่เคยร่มเย็นและไม่เคยมีเมตตา หนูจึงอยากรู้ว่า
1. การที่ลูกเลือกถอยออกมา เพื่อตัดการสร้างเวรสร้างกรรมระหว่างกันไม่ให้มากไปกว่านี้ ความทุกข์ของแม่ที่เกิดจากการตัดสินใจของลูก ทำให้ลูกมีบาปโดยอัตโนมัติหรือไม่
2. ในทางพระพุทธศาสนา “ความกตัญญู” หมายความว่า ลูกจำเป็นต้องยอมรับการกระทำทุกอย่างของบุพการีไม่ว่าจะดี/ร้าย หรือไม่คะ
3. กรรมจะเกิดหรือไม่เกิด ศาสนาพิจารณาจากสถานะของผู้กระทำ หรือจากเจตนาและการกระทำ
4. แม่ยังมีความเสียใจหรือความค้างคาใจกับเรื่องนี้อยู่ แม่ควรวางใจต่อเรื่องที่ผ่านมาอย่างไร เพื่อให้ท่านสามารถใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่ต้องรู้สึกผิดกับการตัดสินใจในวันนั้นคะ
นอกจากเรื่องของแม่หนูแล้ว ในความเป็นจริงก็มีผู้ใหญ่คุณภาพหลายคน ที่เติบโตมาโดยไม่ได้รับความรัก การดูแล หรือการอบรมจากบุพการีอย่างที่ควรจะเป็น หนูจึงไม่ค่อยเข้าใจแนวคิดที่ว่า ไม่ว่าบุพการีจะปฏิบัติต่อลูกอย่างไร หากลูกทำสิ่งที่ขัดใจ ลูกจะกลายเป็นฝ่ายบาปหรืออกตัญญูทันที
เพราะในความเข้าใจของหนู บาปหรือกรรมจะเกิดหรือไม่ ควรเป็นเรื่องของเจตนาและการกระทำของบุคคลนั้น ไม่ใช่สถานะหรือความสัมพันธ์ทางครอบครัวเพียงเป็นตัวกำหนด
พ่อแม่ เป็นสถานะที่ลูกควรให้ความเคารพและระลึกถึงพระคุณ แต่ในขณะเดียวกัน พ่อแม่ก็ยังเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งย่อมมีเจตนา มีการกระทำ และอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมเช่นเดียวกับลูก
หนูอยากทราบว่าพระอาจารย์มีความคิดอย่างไรกับความเข้าใจของหนู สิ่งที่หนูคิดมีความคลาดเคลื่อนจากหลักพระพุทธศาสนาหรือไม่ อย่างไรคะ
กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ

อาตมาเห็นใจคุณแม่ของคุณมาก แต่ก็ขอชื่นชมคุณแม่ของคุณ แม้มีประสบการณ์ไม่ดีมาแต่วัยเด็กจากบุพการีของตน แต่ก็ยังมีความกตัญญูต่อท่าน ครั้นมาเจอเหตุการณ์นี้ ย่อมมีความเสียใจ น้อยเนื้อต่ำใจ และไม่พอใจเป็นธรรมดา แต่ขอให้คุณแม่ของคุณให้อภัยคุณยาย เพราะท่านหลงเชื่อคำพูดของลูกชาย จนแยกไม่ออกว่าใครเป็นลูกที่ดีและจริงใจต่อท่าน การให้อภัยบุพการี เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีอย่างหนึ่ง ที่ไม่ควรมองข้าม
สำหรับคำถามของคุณ อาตมาขอตอบเป็นข้อ ๆ ดังนี้
๑. การที่ลูกถอยออกมา ก็เพราะอยากให้แม่สบายใจ ไม่เป็นทุกข์ หากแม่จะมีความทุกข์เพราะการสั่งให้ลูกถอยออกไป ย่อมเป็นผลจากการกระทำของตน ลูกไม่ได้ทำผิด เพราะลูกไม่ได้เจตนาให้แม่ประสบความทุกข์เช่นนั้น ลูกจึงมิได้ทำบาปแต่อย่างใด ในยามนี้สิ่งที่ลูกพึงทำคือ วางใจเป็นอุเบกขา เพราะหากเข้าไปช่วยแม่ แม่ก็ย่อมไม่พอใจ ในช่วงเวลาแบบนี้ การทำอะไรให้แม่ แม้ลูกมีเจตนาดีก็ก่อโทษได้ จึงควรดูอยู่ห่าง ๆ และรักษาใจไม่ให้เป็นทุกข์ รอโอกาสที่จะเข้าไปช่วยแม่เมื่อสถานการณ์หรือเหตุปัจจัยเอื้อให้ทำเช่นนั้นได้
๒. กตัญญในพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในคำสอนเรื่องทิศ ๖ คือ ๑) เลี้ยงท่านตอบ: คิดเสมอว่าท่านเคยเลี้ยงดูเรามาแล้ว เราต้องเลี้ยงดูท่านตอบเมื่อท่านแก่เฒ่า ๒) ทำกิจของท่าน: ช่วยเหลือรับภาระ ทำการงาน หรือธุระต่างๆ แทนท่าน ๓) ดำรงวงศ์สกุล: ประพฤติตนให้ดีงาม รักษาชื่อเสียง เกียรติยศ และวงศ์ตระกูลไม่ให้เสื่อมเสีย ๔) ประพฤติตนให้เป็นคนควรรับทรัพย์มรดก: ทำตัวเป็นคนดี มีความประพฤติดีพร้อม ๕)ทำบุญอุทิศให้เมื่อท่านล่วงลับ: เมื่อท่านเสียชีวิตไปแล้ว ให้ทำบุญกุศลอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน
จะเห็นว่าไม่มีข้อใดที่ทรงสอนให้ลูกทำตามคำสั่งของพ่อแม่ทุกอย่างไม่ว่าดีหรือร้าย ถ้าพ่อแม่สั่งหรือบอกให้ลูกทำผิดศีล ลูกที่ดีควรปฏิเสธ ไม่ทำตามคำของท่าน การทำเช่นนั้นไม่ถือว่าเป็นการแสดงความอกตัญญูต่อพ่อแม่
๓. กรรม คือการกระทำที่เกิดจากเจตนาเป็นประการสำคัญ หากเจตนาทำผิดศีล ย่อมเป็นบาป แต่หากทำไปโดยไม่เจตนา ท่านไม่ถือว่าเป็นบาป
๔. คุณแม่ของคุณไม่ได้ทำผิดอะไรที่ถอยออกมาตามคำสั่งของคุณยาย แต่ก็ขออย่าได้โกรธเกลียดท่าน เพราะท่านไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรไป ขณะเดียวกันคุณแม่ก็ไม่ควรลงโทษตนเอง เพราะนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ท่านจะทำได้ในตอนนั้น แต่ขอให้คุณแม่มีความเชื่อว่าสักวันหนึ่งคุณยายจะเข้าใจเจตนาดีของคุณแม่ของคุณ ต่อเมื่อท่านไม่มีใครแล้ว และกำลังประสบทุกข์อยู่ อาตมาอยากแนะนำให้คุณแม่ของคุณเข้าไปหาท่าน และช่วยท่านเท่าที่จะทำได้ เพราะถึงตอนนั้นคุณแม่จะเป็นคนเดียวที่พร้อมอยู่เคียงข้างท่าน หรือช่วยเหลือท่าน
1. ผมอยากถือศีล 5 แต่เวลาแมลงสาบหรือยุงเข้าบ้านหรือเข้าห้อง ถ้าไม่ตีมันก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไรครับ
2. เวลาเจอคนไม่ดีหรือเจอคนทำไม่ดีกับเรา ผมมักจะรู้สึกไม่ดีไปด้วย จะรู้สึกฝังใจว่าคนคนนี้ไม่ดี รู้สึกแปลกแยก ไม่อยากข้องเกี่ยวด้วย แต่ก็ยังต้องอยู่ร่วมกับคนเหล่านี้ จะทำอย่างไรใจถึงจะไม่ทุกข์และหลุดจากความฝังใจนี้ได้ครับ

๑. ถ้าคุณเห็นว่าศีล ๕ เป็นสิ่งสำคัญของชีวิต คุณก็ต้องหาหนทางในการป้องกันแมลงสาบหรือยุงไม่ให้เข้าบ้านหรือเข้าห้องให้ได้ เรื่องนี้ไม่เหลือวิสัยที่คุณจะทำได้ หากทำไม่ได้ ก็ควรยอมรับแมลงเหล่านั้นให้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคุณ
๒. คุณควรดูแลใจของตนเองอย่าให้ความโกรธเกลียดครองใจคุณ เพราะคนเหล่านั้นไม่ทำให้คุณทุกข์มากเท่ากับความโกรธเกลียดในใจคุณ คนเหล่านั้นไม่ทำให้คุณเครียดจนนอนไม่หลับ แต่ความโกรธเกลียดในใจคุณสามารถทำเช่นนั้นกับคุณได้
มีสามอย่างที่จะช่วยให้คุณคลายความโกรธเกลียดคนเหล่านั้นได้คือ
๑) เห็นโทษของความโกรธเกลียดนั้นด้วยการดูแลใจของตนให้ดี ดังมีพุทธภาษิตว่า “เมื่อมือไม่มีแผล บุคคลจะจับต้องยาพิษก็ได้ ยาพิษนั้นไม่สามารถทำอันตรายได้” ถ้าใจคุณไม่มีแผล (เพราะความโกรธเกลียด) แม้ต้องเกี่ยวข้องกับคนที่น่าระอา เขาก็ทำอะไรคุณไม่ได้
๒) นึกถึงความทุกข์ที่เกิดกับคนเหล่านั้น เช่น เขาคงเจอความเลวร้ายหรืออะไรที่แย่ๆ ในอดีต เขาจึงมีนิสัยไม่ดี หรือการที่เขามีนิสัยน่าระอา ย่อมทำให้เขาขาดเพื่อน หรือเจอความทุกข์อื่นๆ ตามมา หากไม่ใช่วันนี้ก็วันหน้า
การนึกถึงความทุกข์ของเขาจะช่วยให้คุณเห็นใจเขามากขึ้น โกรธเกลียดเขาน้อยลง
๓) นึกถึงความดีของเขา ที่เคยทำกับคุณ หรือที่กำลังทำกับคนอื่น แม้เขาเป็นเพื่อนร่วมงานที่ไม่ดีของคุณ แต่เขาอาจเป็นพ่อที่ดีของลูก หรือเป็นลูกที่กตัญญูต่อพ่อแม่ก็ได้
อย่าลืมว่าการนึกทั้ง ๓ ประการเช่นนี้ ไม่ได้ดีต่อเขา แต่มีผลดีต่อตัวคุณเอง ทำให้ความโกรธเกลียดครองใจคุณได้น้อยลง ช่วยให้คุณมีความสุขได้ง่ายขึ้น การนึกเช่นนี้คือธรรมที่ช่วยเยียวยาใจคุณมิให้มีแผล ดังนั้นจึงจับต้องยาพิษหรือเกี่ยวข้องกับคนที่น่าระอาได้โดยใจไม่ทุกข์
ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ธุรกิจไม่สามารถดำเนินได้ตามเป้า ต้องแบกรับปัญหาและภาระต่างๆ มากมาย เหมือนมีแต่ปัญหาที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เข้ามาทุกวัน เราจะสามารถอยู่กับปัญหายังไงให้ใจไม่ทุกข์ ทั้งที่เราก็พยายามแก้ปัญหาไปทุกๆ วัน ค่อยๆ แก้ทีละปัญหา คิดว่าตัวเองไม่ทุกข์แล้ว แต่สุดท้ายก็เริ่มกระทบกับสภาพจิตใจและสุขภาพร่างกาย จนต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถควบคุมกายและใจเราได้เลย อยากจะขอแนวทางให้เราสามารถอยู่กับปัญหาโดยที่ใจเราไม่ทุกข์ค่ะ

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับธุรกิจ หากแก้ไม่ได้ ก็ควรยอมรับว่าแก้ไม่ได้ รวมทั้งยอมรับผลที่จะเกิดขึ้นตามมา แม้จะไม่เป็นดั่งใจหรือเป็นไปอย่างที่คาดหวังก็ตาม ความทุกข์ก้อนใหญ่ของคุณเกิดจากการที่คุณยังยอมรับสภาพธุรกิจ (หรือความเป็นจริง) ตอนนี้ไม่ได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะคุณมีความคาดหวังบางอย่างที่ยึดเอาไว้ไม่ยอมปล่อย เมื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ตรงกับความคาดหวังของคุณ คุณจึงเป็นทุกข์ ทีแรกทุกข์ใจก่อน แต่พอเครียดมากๆ ทุ่มเทเท่าไหร่ก็ไม่เกิดผลอย่างที่ต้องการ จึงเกิดความทุกข์กายขึ้น
หากคุณต้องการอยู่กับปัญหาโดยใจไม่ทุกข์ ก็ต้องลดความคาดหวังลง อะไรที่ยังทำได้ก็ควรทำ แต่ถ้าทำแล้วไม่เกิดผล ก็ควรหยุด หากธุรกิจที่คุณทำนั้นอยู่ต่อไปไม่ได้ ก็คงต้องทำใจปล่อยวาง เพราะหากคุณไม่ยอมวาง ยังขวนขวายทำอะไรต่ออะไรมากมายโดยไม่เกิดผล คุณก็คงมีสภาพไม่ต่างจากคนที่กอดหีบสมบัติที่พลัดตกจากเรือ หีบสมบัตินั้นจะฉุดคุณดำดิ่งลงไปในทะเลลึก มีทางเดียวที่จะช่วยคุณได้คือปล่อยหีบสมบัตินั้น เท่านี้คุณก็จะผุดขึ้นผิวน้ำได้อย่างปลอดภัย แม้เสียหีบสมบัติ แต่อย่างน้อยคุณก็ยังรอดชีวิตได้ เสียหนึ่งยังดีกว่าเสียสองหรือเสียสาม แม้เสียทรัพย์ ก็ยังดีกว่าเสียอย่างอื่นตามมา เช่น เสียศูนย์ เสียสุขภาพ
โยมไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเอกชน ทางแพทย์พบข้อสงสัยผลการตรวจจึงเรียกคุย และทำนัดให้มาตรวจกับคุณหมออื่นๆ อีก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมราคาสูง เลยบอกกับแฟนว่า “นัดไปก็ไม่มา ฝันไปเถอะ แพงเกิ๊น” และเปลี่ยนไปโรงพยาบาลรัฐบาล ระหว่างคุยกับหมอรัฐบาลก็ยังบอกว่า “จะให้กลับไปที่เดิม ฝันไปเลย แพงเกิ๊น!”
ประเด็นคือ อยู่ดีดีก็คิดว่าคำพูดเราพูดคุยกันธรรมดาไม่ได้ไปว่าโรงพยาบาลเดิม แต่รู้สึกไม่ค่อยดี กังวลกลัวว่าสิ่งลี้ลับหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อาจจะไม่พอใจหรือเปล่า จะลงโทษหรือเปล่า ฟุ้งซ่านไปเรื่อย เลยยกมือขอขมาและเผอิญขับรถผ่านก็เลยยกมือขมาอีกรอบ แต่ตอนนี้คิดอีกแล้วว่าจะต้องทำอะไรเพิ่มเติมไหม? โยมควรทำอย่างไรดีคะ
นี่ขนาดศึกษาฝึกธรรมะ เจริญสติแล้วค่ะ แต่ความคิดกับอารมณ์ แยกไม่ถูกเลย มีแต่ความกังวล ความกลัว

คำพูดดังกล่าวทั้ง ๒ เหตุการณ์ บอกอะไรบางอย่างในใจคุณ ไม่ใช่แค่ความไม่พอใจโรงพยาบาลเอกชนแห่งนั้นเท่านั้น คุณคงมีความกังวลอยู่ลึกๆ ความกังวล และความไม่พอใจ เมื่อเกิดกับคุณ ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา แต่อย่าให้มันครองใจคุณจนเป็นทุกข์ ควรรู้เท่าทันมัน และอย่าให้มันบงการการกระทำหรือคำพูดของคุณ ถ้ายังรับมือกับมันไม่ได้ หรือวางใจเป็นกลางกับมันไม่ได้ (อย่างที่หลวงพ่อของอาตมาเรียกว่า “รู้ซื่อๆ”) ก็ควรยับยั้งใจไม่ปล่อยให้คำพูดแบบนี้หลุดปากออกไป หาไม่คุณก็จะเสียใจในภายหลัง
นมัสการท่านพระไพศาล วิสาโล
คำถามเป็นเรื่องการปฏิบัติตัวและการวางใจในการเรียนค่ะ
ตอนนี้กำลังเรียนต่อด้านปรัชญาการศึกษาอยู่ และต้องทำวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาผ่านมุมมองของปรัชญาตะวันตก ซึ่งเป็นปรัชญาที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาด้านจิตใจและความเป็นจริงของชีวิตสักเท่าไหร่ จะเน้นหนักไปในเรื่องการมองความคิดของคน และจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันมากกว่า
มองแง่หนึ่งมันก็มีส่วนช่วยให้เรามองระบบการศึกษากว้างขึ้นค่ะ แต่พออยู่กับงานวิจัยนานๆ เหมือนจิตมหากุศลจะเกิดน้อยลงเรื่อยๆ กลายเป็นว่าไปเน้นการมองความคิดของคน หรือมองสิ่งนอกตัว แทนที่จะกลับมาดูว่าสภาวะจิตใจของคนตอนนั้นเป็นอย่างไร ทำให้เสียโอกาสในการศึกษาจิตใจตัวเองไปด้วย
อยากขอปรึกษาว่า ในระหว่างการทำวิจัย เราควรจะวางใจอย่างไรดีคะ

การศึกษาและทำความเข้าใจความคิดของคนอื่น โดยเฉพาะนักคิด หรือนักปรัชญา หากคุณใคร่ครวญให้ดี ก็จะได้แง่คิดที่เป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจตนเองและคนอื่น แม้ความคิดของนักปรัชญาเหล่านี้จะมีข้อจำกัด แต่ก็มีหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ อย่างน้อยก็ช่วยให้เข้าใจโลก เข้าใจระบบการศึกษา หรือเข้าใจมุมมองของคนอื่น ซึ่งได้รับอิทธิพลจากความคิดของคนเหล่านี้ และอาจช่วยในการไตร่ตรองความคิดและมุมมองของคุณเองอย่างมีวิจารณญาณมากขึ้น
ขณะเดียวกันระหว่างที่ศึกษางานหรืออ่านความคิดของคนอื่น ก็ควรหันกลับมาดูใจของตนเป็นระยะๆ เรียกว่าดูนอกแต่ไม่ลืมดูใน หรือดูโลกแต่ก็ไม่ลืมดูใจของตน กล่าวคือไม่ถลำเข้าไปในโลกของความคิด จนลืมกายลืมใจของตน สิ่งนี้อยู่ในวิสัยที่คุณจะทำได้ หากมีสติขณะทำงานวิจัย หรือไม่ก็ควรหาเวลาพักหลังจากทำงานไปสัก ๑-๒ ชั่วโมงเพื่อกลับมาอยู่กับตัวเองเป็นระยะๆ
การนั่งทำสมาธิในภาวะปัจจุบันผมทำได้ยาก แต่การกำหนดรู้ หรือการเจริญสติจากกิจกรรมอื่น เช่น อ่านหนังสือ กลับทำได้ง่าย ขอพระอาจารย์ชี้แนะแนวทางด้วยครับ

การนั่งสมาธิหรือการเจริญสติในรูปแบบไม่ใช่เรื่องยาก หากคุณไม่คาดหวังให้จิตสงบหรืออยู่นิ่ง มันจะฟุ้งหรือแฉลบออกไปคิดเรื่องอื่น ก็ช่างมัน ถ้าคุณยอมรับทุกอย่างที่เกิดกับใจได้ การนั่งสมาธิและการเจริญสติจะเป็นเรื่องง่าย
ส่วนการเจริญสติขณะทำกิจกรรมอื่น เช่น อ่านหนังสือ คุณพบว่าทำได้ง่าย เพราะเป็นกิจกรรมที่คุณชอบ จิตจึงอยู่กับกิจกรรมนั้น ไม่ค่อยวอกแวก หรือไม่ก็เป็นเพราะจิตมีงานทำ จึงไม่กระสับกระส่าย ตรงข้ามกับเวลานั่งสมาธิหรือเจริญสติในรูปแบบ จิตรู้สึกว่าว่างงาน เลยกระสับกระส่าย หรือไม่ก็เพราะว่าจิตเบื่อกับการทำอะไรซ้ำๆ มันจึงหาเรื่องคิดนั่นคิดนี่ ต่างจากเวลาทำงานหรืออ่านหนังสือ มีเรื่องใหม่ๆ ให้จิตรับรู้อยู่ตลอดเวลา มันจึงไม่รู้สึกเบื่อ จิตนั้นเหมือนลิง ถ้าหาของเล่นให้มัน มันก็จะอยู่กับของเล่นนั้นได้นานๆ แต่ถ้าไม่มีของเล่นเมื่อไหร่ มันจะอยู่ไม่เป็นสุข งุ่นง่าน นี้คงเป็นอาการของจิตคุณเวลานั่งสมาธิหรือเจริญสติในรูปแบบ